
ตั้งประธานดูแล5กลุ่มสินค้าส่งออกพาณิชย์วางยุทธศาสตร์ใหม่-หวังปีหน้าโต10-15%
"พรทิวา" ผลักดันยุทธศาสตร์การส่งออกใหม่ หวังผลักดันให้การส่งออกในปีหน้าขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 10-15% เน้นใช้สินค้าเป็นตัวนำ ตั้งประธานกลุ่มสินค้า 5 กลุ่ม ดูแลสินค้า 10 อันดับแรกที่มีการส่งออกสูงสุด คิดเป็น 70% ของการส่งออกรวม พร้อมตั้งประธานดูแลสินค้าเอกลั
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการส่งออกปรับรูปแบบการผลักดันส่งออกสินค้าสำคัญใหม่ โดยให้มีการแต่งตั้งประธานกลุ่มขึ้นมาดูแลสินค้า 10 อันดับแรกเป็นพิเศษ ซึ่งสินค้าเหล่านี้คิดเป็น 70% ของการส่งออกรวมทั้งหมด หรือคิดเป็น 85% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งหมด จึงต้องการให้มีผู้รับผิดชอบ ทั้งการวางแผนบุกตลาด การเพิ่มยอดการส่งออก รวมไปถึงการจัดกิจกรรมการส่งออกให้เหมาะสมกับแต่ละสินค้า แต่ละตลาด
ทั้งนี้ สินค้า 10 รายการ ได้แต่งตั้งให้มีประธานกลุ่มสินค้าดูแลแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ดูแลสินค้าอาหาร และข้าว 2.นางพิรมล เจริญเผ่า รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ดูแลสินค้าสิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ 3.นางมาลี โชคล้ำเลิศ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ดูแลสินค้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
4.นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ดูแลสินค้าวัสดุก่อสร้าง เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก และ 5.สินค้ายานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยางพารา ยังไม่ได้แต่งตั้งประธานกลุ่มสินค้า
นอกจากนี้ยังแต่งตั้งประธานกลุ่มสินค้าเพิ่มเติมอีก 3 กลุ่ม คือ นางทัศนีย์ สุทธภักติ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ดูแลสินค้าเอกลักษณ์ไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ผ้าไหม กล้วยไม้ อาหารไทยและสปาไทย, นางณัฎฐา รัตนเลิศ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ดูแลสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออก เช่น เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์เภสัช เครื่องมือแพทย์ เครื่องเขียน และธุรกิจสิ่งพิมพ์ และน.ส.กาญจนา เทพารักษ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้มีความพร้อมในการส่งออก และการส่งเสริมสินค้า โอท็อป
นางพรทิวากล่าวว่า รูปแบบการทำงานนั้น ประธานแต่ละกลุ่มสินค้าจะต้องเข้าไปดูว่าสินค้าที่ตนเองรับผิดชอบนั้น ปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกเท่าไร มีตลาดส่งออกสำคัญอะไรบ้าง ยอดการส่งออกไปแต่ละตลาดเป็นอย่างไร ตลาดไหนควรจะเพิ่มกิจกรรม เพื่อผลักดันการส่งออก
ทั้งนี้ หลังจากดำเนินการปรับรูปแบบการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าในแนวใหม่นี้แล้ว มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้ยอดการส่งออกสินค้าไทยในปี 2553 มีอัตราการขยายตัวได้ 10-15% อย่างแน่นอน และอาจจะมีโอกาสขยายตัวได้สูงถึง 18% ก็ได้



