
ดูไบ,เวียดนาม,จีน...ประมาทไม่ได้สักจุดเดียว
ถูกต้องแล้ว ที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องให้ทุกฝ่ายระดมวิเคราะห์ เพราะปัญหาที่ "ดูไบ" เจอวิกฤติหนี้ ขณะเดียวกันการลดค่าเงินด่องของเวียดนาม 5.44% ก็จะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
ถึงแม้ว่า รมว.คลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช จะบอกว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์ จะเป็นที่ดูไบ หรือเวียดนามนั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ตรงกันข้าม ที่น่าเป็นห่วงนั้น คุณกรณ์บอกว่าคือ "จีน" บอกว่าน่าจะเฝ้ามองให้ใกล้ชิด ถึงการเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจของจีน ที่ไม่ยับยั้ง กลัวว่าจะเป็นฟองสบู่ และถ้าเป็นฟองสบู่แตกเมื่อไรจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตพอสมควร
แปลว่าคุณกรณ์ไม่ค่อยไว้วางใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของจีน แต่ค่อนข้างจะไว้วางใจเหตุการณ์ในดูไบและเวียดนาม
ทั้งหมดนี้ไว้วางใจไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่าเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในจุดที่กำลังจะฟื้นและไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะให้ความมั่นใจกับคนทั้งโลกว่า การฟื้นนั้นจะเป็นไปอย่างเข้มแข็ง หรือจะเป็นตัววี
เผลอๆ ถ้าหากสิ่งที่เกิดขึ้นในดูไบคือ "วิกฤติหนี้" ที่มีก้อนใหญ่โตมโหฬารดึงเอาสถาบันการเงินหลายแห่งในหลายๆ ประเทศพลอยทรุดไปด้วย หรือว่าการลดค่าเงินด่องของเวียดนามนั้น เป็นเพียงอาการข้างนอก จริงๆ ถ้าตรวจสอบลึกลงไปแล้ว เวียดนามมีปัญหาเรื่องของเงินสำรองระหว่างประเทศไม่น้อย อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็ทำให้ใช้เงินทองจนกระทบไปถึงพื้นฐานของเศรษฐกิจ
ฉะนั้นจึงไม่ได้ดูที่อาการเฉยๆ ว่าเป็นการลดค่าเงินบาท แต่ต้องดูสมมติฐานของโลกด้วย
จีนนั้นอาการฟองสบู่ อสังหาริมทรัพย์ และการให้กู้ของสถาบันการเงินนั้นมีมาระยะหนึ่งแล้ว รัฐบาลจีนพยายามบอกว่าใช้มาตรการป้องกันสกัดไม่ให้ฟองสบู่เกิดขึ้น หรือถ้ามีฟองสบู่ก็จะไม่ให้แตก
ฉะนั้นก็แปลว่า ทั้ง จีน ดูไบ และเวียดนาม เป็นลูกระเบิดทั้งเล็กทั้งใหญ่ที่ประเทศไทยจะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด
ประเทศไทยต้องวิเคราะห์ พิจารณาและเตรียมตั้งรับ เพราะว่าไม่มีใครสามารถให้ความแน่ใจเราได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ อียู ญี่ปุ่น เพราะทุกประเทศล้วนแต่มีปัญหาของตัวเอง
เราต้องพึ่งพาตัวเราเอง ไม่มีใครช่วยเราได้ในภาวะที่ตัวใครตัวมันอย่างนี้ครับ
สุทธิชัย หยุ่น



