ข่าว

ไทย-กัมพูชาสานการค้าด่านชายแดนเปิดตามปกติ

ไทย-กัมพูชาสานการค้าด่านชายแดนเปิดตามปกติ

29 พ.ย. 2552

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจะยังคงอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดจนน่ากังวล โดยเฉพาะในแง่การเมือง แต่สำหรับในแง่ของการค้าขายระหว่างกันแล้ว ดูเหมือนว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ขณะนี้การค้าขายยังไม่ได้รับ

 สถานการณ์ค้าขายยังปกติ

 จากสถิติการค้าระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา พบว่าไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาตลอด สำหรับ 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ของปีนี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทยและกัมพูชามีจำนวน 40,806 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน 25.5% โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำตาลทราย ปูนซีเมนต์ เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ผัก ผลไม้ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สินแร่โลหะอื่นๆ เหล็ก เหล็กกล้า และเยื่อกระดาษ

 ขณะที่การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของมูลค่าการค้ารวมของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่ง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวม 32,698 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.5% จังหวัดที่มีมูลค่าการค้ามากที่สุด คือ สระแก้ว รองมา ได้แก่ ตราด สุรินทร์ จันทบุรี และอุบลราชธานี

 นายบุญฤทธิ์ หาญ สมาชิกที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ชี้แจงถึงสาเหตุที่มูลค่าการค้าลดลงว่า มาจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความตึงเครียดทางการเมืองของ 2 ประเทศ มีผลกระทบกับการค้าเพียงนิดเดียวเท่านั้น

 "ที่หลายคนบอกว่าการค้าขายลดลงไป ผมคิดว่าเป็นเรื่องของอารมณ์เท่านั้น อาจจะกลัวเรื่องการปิดชายแดน แต่ตอนนี้ความกังวลลดลงไปแล้ว อย่างไรเสีย คนกัมพูชาเป็นประเทศผู้ใช้ ถ้าของหมดเราก็ต้องซื้ออีก และการจะซื้อของก็ต้องซื้อกับคนที่อยู่ใกล้ เหมือนว่าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน เราก็ต้องซื้อของเพื่อนบ้าน จะไม่ไปซื้อของกับอีกบ้านที่อยู่ไกลกว่า เพราะจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า" นายบุญฤทธิ์กล่าว

 ในส่วนของการท่องเที่ยวนั้น นายบุญฤทธิ์ซึ่งเจ้าของธุรกิจด้านการท่องเที่ยวด้วย กล่าวว่า แม้จะมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป ยังเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเสียมราฐของกัมพูชาจำนวนมาก ไม่ได้กังวลต่อสถานการณ์ในขณะนี้มากนัก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดปัญหาทางการทูต ก็ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทยหายไปกว่า 80%

 “ผมขอยืนยันว่าการท่องเที่ยวที่กัมพูชามีความปลอดภัย และหากนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเที่ยวที่กัมพูชารับรองว่าจะไม่มีปัญหาแน่นอน ส่วนปัญหาการเมืองก็ขอให้แก้ปัญหาด้วยการเจรจากันไป หากสถานการณ์การเมืองยังไม่เป็นเช่นนี้ต่อไป นักธุรกิจกัมพูชาก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่ก็คาดการณ์ไม่ได้เหมือนกันว่าปัญหาเรื่องนี้จะยุติลงเมื่อไร” นายบุญฤทธิ์กล่าว

จับมือส่งเสริมการค้า-ท่องเที่ยว

 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังนำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ สำรวจภาวะการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ว่าได้รับการยืนยันจากผู้ประกอบการไทยและกัมพูชาว่าการค้าขายระหว่างกันยังคงดำเนินไปตามปกติ ซึ่งความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อการค้าขาย แต่อาจมีผลกระทบทางจิตใจของประชาชนที่วิตกกังวลในเรื่องความปลอดภัย

 สอดคล้องกับความเห็นของนายอิง วอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งมาต้อนรับนางพรทิวา พร้อมผู้บริหารและนักธุรกิจ ณ จุดผ่านแดน ที่ยืนยันว่า การค้าชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นปกติ และพร้อมที่จะเสริมสร้างความร่วมมืออันดีต่อกันให้มีความแน่นแฟ้นมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการค้าและการท่องเที่ยว

 "ที่ผ่านมากัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยเป็นจำนวนมาก และหวังว่าในอนาคตจะส่งออกสินค้าเข้าไทยมากขึ้น อีกทั้งพร้อมต้อนรับนักลงทุนจากไทยให้เข้าไปลงทุนในกัมพูชา เพื่อเป็นการสร้างงานให้แก่คนกัมพูชาให้มีงานทำ ซึ่งที่ผ่านมามีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในกัมพูชาอยู่แล้ว เช่น การปลูกพืชเกษตร เช่น อ้อย มัน และมีบริษัทผลิตน้ำตาลทรายเข้าไปตั้งโรงงาน 2-3 แห่ง" นายอิงกล่าว 

 ด้านบรรยากาศการค้าชายแดนด่านช่องสะงำ พบว่าดำเนินไปตามปกติเช่นกัน ยังมีพ่อค้าแม่ค้าจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาซื้อสินค้าจากฝั่งไทย โดยแม่ค้าขายมะพร้าวชาวไทย บอกว่า ตามปกติแล้วที่ด่านช่องสะงำแห่งนี้จะมีตลาดนัดทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ ซึ่งที่ผ่านมายังมีความคึกคักดี มีชาวกัมพูชาเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้เชื่อว่าปัญหาการเมืองระหว่าง 2 ประเทศที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรเลย จะมีก็แต่พูดคุยสอบถามกันถึงข่าวความคืบหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 ขณะที่นางสมหมาย บุญสาลี แม่ค้าร้านค้าปลีกขนาดย่อมๆ ที่มีทั้งสินค้าที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค มีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป กล่าวว่า ได้มาค้าขายที่ด่านช่องสะงำแห่งนี้มา 2-3 ปีแล้ว แรกๆ ก็ขายของมีรายได้ดี เพราะคนกัมพูชาชอบสินค้าไทย โดยเฉพาะช่วงวันที่มีตลาดนัด จะมีรายได้ต่อวันมากถึง 2-2.5 หมื่นบาททีเดียว แต่เมื่อเกิดปัญหาเรื่องเขาพระวิหารขึ้น รายได้ก็เริ่มลดลงมาเรื่อยๆ จนสถานการณ์ล่าสุดทำให้มีคนมาซื้อของน้อยลง รายได้ก็ลดลง บางครั้งเหลือเพียง 2,000-3,000 บาทต่อวันเท่านั้น ซึ่งปัญหาที่มีอยู่นี้ก็อยากให้ทุกฝ่ายมีไมตรีต่อกัน เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
 
 ไทยตั้งศูนย์พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

 นางพรทิวากล่าวว่า การค้าชายแดนได้สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยประมาณปีละ 6-7 แสนล้านบาท นับว่าเป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิตของประชาชนที่ประกอบการค้าอยู่ในพื้นที่ จึงพยายามส่งเสริมการค้าชายแดนมากยิ่งขึ้น และมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้า เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยมีแนวคิดในการจัดตั้ง "ศูนย์ประสานแก้ไขปัญหาและรับข้อร้องเรียนการค้าชายแดน"

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของการค้าชายแดน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน อำนวยความสะดวกให้แก่การค้าปกติ และรองรับการเปิดเสรีสินค้าเกษตรภายใต้การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีสินค้าเกษตรภายใต้อาฟตา

 "รูปแบบของการทำงานศูนย์ จะมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน จากทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประสานการทำงานร่วมกัน สำหรับกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงพาณิชย์แต่ละท่าน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละภาคที่มีอาณาเขตติดกับชายแดน โดยมีกรมส่งเสริมการส่งออก กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามและรายงานสถานการณ์การค้าชายแดนได้อย่างทันท่วงที" นางพรทิวากล่าวในที่สุด