ข่าว

เขมรงัดเกมผลประโยชน์วัดใจไทย

เขมรงัดเกมผลประโยชน์วัดใจไทย

29 พ.ย. 2552

หลังจาก สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ใช้เกมการเมืองระหว่างประเทศดิสเครดิตรัฐบาลไทยในเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน น่าสังเกตว่า หลังจากนั้นกัมพูชาก็หันมาใช้อาวุธอีกอย่าง คือ "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" มาบีบไทยอีกทางหนึ่งด้วย

 เริ่มตั้งแต่การส่งกำลังเข้ายึดบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิส จำกัด หรือแคทส์ ซึ่งเกี่ยวโยงกับเหตุการ์การจับกุม นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรบริษัทแคทส์โดยกล่าวหาว่าจารกรรมตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา

 จากนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาปูดข่าวว่า กัมพูชาสั่งปิดน่านน้ำเกาะกง ไม่ให้เรือประมงไทยเข้า ซึ่งแม้ทางการไทยจะปฏิเสธว่า เป็นระเบียบปฏิบัติตามปกติเมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ เกาะกง ซึ่งจะต้องทบทวนสัมปทานใหม่ทุกครั้ง

 แต่ข่าววงในเชื่อว่า นี่เป็นเกม "บีบรัฐบาลไทย" อีกทางหนึ่ง โดยใช้ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเรือประมงไทยเป็นเครื่องต่อรอง ทั้งยังมีข่าวว่า จะเปิดช่องให้ พล.อ.ชวลิต สวมบท "ฮีโร่" เข้าไปเจรจากับกัมพูชาเพื่อขอให้เปิดน่านน้ำอีกด้วย

 การเดินเกมโดยใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยในกัมพูชามาเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลไทย แสดงให้เห็นว่า ฝั่งกัมพูชามั่นใจใน "แต้มต่อ" ทางเศรษฐกิจที่สามารถนำมากดดัน และต่อรองกับไทยได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

 แน่นอนว่า กัมพูชาไม่ได้ร่ำรวย หรือมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตเท่าไทยก็จริง...

 แต่การที่กัมพูชายังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่อย่างมหาศาล ประกอบกับการให้สัมปทานต่างชาติเช่าที่ดินได้นานถึง 99 ปี จึงทำให้มีนักลงทุนนานาชาติเข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้นทุกปี

 แปลว่า ไทยไม่ได้เป็นเจ้าของตลาดสินค้า หรือผู้ลงทุนรายใหญ่สุดอีกต่อไป เพราะยังมียักษ์ใหญ่ทั้งจีน ยุโรป สหรัฐ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม เข้ามาแชร์ตลาดในกัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆ

 เมื่อกัมพูชา "เนื้อหอม" ถึงเพียงนี้...จึงไม่จำเป็นต้องง้อไทยมากมายเหมือนเมื่อสงครามเขมร 3 ฝ่ายเลิกใหม่ๆ อีกต่อไป

 น่าสนใจว่า นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาก็เติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 10-11 ทุกปี โดยในปี 2550 จีดีพีของกัมพูชาโตขึ้นถึงร้อยละ 10.1 มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีประมาณ 555 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการขยายตัวของภาคการก่อสร้าง การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เสื้อผ้า การท่องเที่ยว และการโทรคมนาคม

 สำหรับคู่แข่งสำคัญของไทยในกัมพูชา คือ "เวียดนาม" และ "จีน" ซึ่งมีสินค้าอุตสาหกรรมเหมือนกับไทย และยังได้เปรียบเรื่องค่าเงิน

 ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ประเมินว่า การนำเข้าสินค้าจากไทยจะลดลง โดยเวียดนามจะเป็นผู้ครองตลาดกัมพูชามากที่สุด รองลงไป คือ จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

 ที่สำคัญปัจจุบันกัมพูชามีประเทศคู่ค้ามากถึง "23 ประเทศ" มีเวียดนามเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุด ซึ่งในปี 2549 ครองส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาได้ถึงร้อยละ 17.4 ขึ้นจากลำดับที่ 3 ในปี 2548 ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 12.3 หรือแชร์ส่วนแบ่งได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41.0

 (2) จีน มีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 16.6 (3) ฮ่องกง มีส่วนแบ่งการตลาด ร้อยละ 15.0 (4) ไทย มีส่วนแบ่งการตลาด ร้อยละ 14.0

 บีโออี ประเมินภาวะส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าไทยได้น่าสนใจว่า ความคุ้นเคยของคนกัมพูชาต่อสินค้าเวียดนาม และไทยไม่มีความแตกต่างมากนัก

 หาก "สถานการณ์ทางการเมืองไทย" ยังไม่ชัดเจน และค่าเงินบาทแข็งตัว คาดว่าสินค้าไทยจะมีการนำเข้าลดลง !!

 ส่วนสัดส่วนของนักลงทุนในกัมพูชา เวียดนามก็ยังมาเป็นอันดับ 1 (รองจากโครงการที่รัฐบาลกัมพูชาเข้าไปร่วมถือหุ้น) ในปี 2550 จำนวน 8 โครงการ มูลค่า 53.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับ 2 จีน 32 โครงการ มูลค่า 40.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 ขณะที่ไทยตามมาห่างๆ ใน อันดับที่ 8 จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 13.8 ล้านดอลาร์สหรัฐ ได้แก่ โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ มูลค่า 8 แสนดอลลาร์สหรัฐ โรงงานผลิตรองเท้า มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ โรงงานผลิตน้ำตาล มูลค่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 ดังนั้น แม้ภาพรวมการค้าไทย-กัมพูชา ในปี 2550 ซึ่งมีมูลค่ารวม 48,406.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้ไทยจะเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 45,029.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 แต่นั่นก็ไม่ใช่หลักประกันว่าไทยจะถือไพ่เหนือกัมพูชา เพราะยังมีสินค้าอย่างเวียดนาม และจีน ซึ่งคนกัมพูชายังซื้อหาได้ตามปกติ หากกัมพูชาเลือกที่จะเล่นเกมบีบรัฐบาลไทยด้วย "อาวุธทางเศรษฐกิจ" ให้หนักขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ทีมข่าวความมั่นคง