ข่าว

"เจาะลึก"คดีอุ้มนักธุรกิจซาอุฯ

"เจาะลึก"คดีอุ้มนักธุรกิจซาอุฯ

29 พ.ย. 2552

"หน่วงเหนี่ยวกักขัง-ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา-ซ่อนเร้นทำลายศพเพื่ออำพรางคดี "ล้วนเป็น 3 ข้อกล่าวหาหนัก...ใน "คดีอุ้ม "อัลลูไวรี่" นักธุรกิจซาอุฯ" ที่ "ดีเอสไอ" ประเคนให้แก่ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กับพวก ซึ่งเป็นนายตำรวจและตำรวจนอกราชการร

 การสืบสวน-สอบสวน ของ "ดีเอสไอ" ในคดีนี้ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีการเดินทางไปสอบปากคำพยานในหลายประเทศ

 จนกระทั่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ถูกย้ายจากอธิบดีดีเอสไอเข้ามาเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่ได้เซ็นคำสั่งขออนุมัติ "หมายจับ" พล.ต.ท.สมคิด ก่อนที่คำสั่งย้ายจะมีผลในทางปฏิบัติ

 ดังนั้น การแจ้งข้อหากับพล.ต.ท.สมคิด จึงมองเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากมีประเด็น "การเมือง" เข้ามาแอบแฝง เพราะ พล.ต.ท.สมคิด เป็นมือไม้สำคัญของรัฐบาลที่ใช้กำราบม็อบเสื้อแดงในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือได้อยู่หมัด

 การสร้างปัญหาให้ พล.ต.ท.สมคิด ก็เท่ากับเป็น "การตัดกำลังรัฐบาล" และอาจเป็นประเด็นให้พรรคประชาธิปัตย์แตกคอกับกองทัพได้ เพราะพล.ต.ท.สมคิด เป็นน้องชายของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม แกนหลักคนสำคัญของ คมช.

 ส่วน "รัฐบาล" ก็ดูเหมือนไม่มีทางเลือก ไม่สามารถช่วยอะไร พล.ต.ท.สมคิดได้ นอกจากปล่อยให้การดำเนินคดี เป็นไปตามกระบวนการ "ผิดเป็นผิด-ถูกเป็นถูก" โดยให้มีการพิสูจน์กันในกระบวนการศาล เพราะคดีนี้และภารกิจติดตาม "บลูไดมอนด์" เพชรเม็ดสำคัญ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ

 และหาก "วิเคราะห์" กันด้วยพยานหลักฐาน "ดีเอสไอ" มั่นใจในพยานหลักฐานใหม่ แม้จะถูกท้วงติงถึงความน่าเชื่อถือของพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก ซึ่งเป็นจำเลยหลบหนีโทษจำคุกคดีฆ่าแกนนำต้านลาว แต่ชุดสอบสวนมั่นใจว่า พยานปากนี้เป็นหนึ่งในก๊วนลูกน้องเก่า ข้อมูลของพยานปากนี้แม้ไม่ใช่ประจักษ์พยาน แต่เป็นพยานแวดล้อมที่บ่งชี้ถึงตัวผู้ร่วมกระทำผิด ที่ให้การว่าเห็น "อัลลูไวรี่" ถูกจับตัวไปขังในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านคลองตัน

 ต่อมาก็เห็น "อัลลูไวรี่" ถูกล่ามโซ่สภาพร่างกายอิดโรย ไม่น่าจะรอดพ้นจากมือ "มัจจุราช" และวันรุ่งขึ้นก็พบว่า "อัลลูไวรี่" ถูกนำตัวออกไปจากโรงแรมแล้ว ซึ่งชุดสอบสวนดีเอสไอยืนยันว่า พร้อมจะนำตัวพยานปากนี้ขึ้นเบิกความต่อศาลอีกครั้งหลังฟ้องคดี

 แม้แต่ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ คนปัจจุบัน ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับพล.ต.ท.สมคิด ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็น "หลักฐานใหม่" ที่เพียงพอต่อการรื้อฟื้นคดีและมีน้ำหนักพอที่จะสรุปสำนวนสั่งฟ้อง

 ส่วนประเด็นที่ว่าจะฟ้องผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่นได้อย่างไร? ในเมื่อคดีนี้ไม่มีศพ ไม่มีชิ้นส่วนอวัยวะสำคัญ ไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ นั้น หัวหน้าชุดสอบสวนยังขอ "อุบเงียบ" โดยขอให้ติดตามคดีนี้อย่ากะพริบตา แล้วจะได้เห็นถึง "นวัตกรรมใหม่" ในการสอบสวน เพราะรอบนี้ไม่ใช่ "ปาหี่" แน่

 สำหรับ "ไม้เด็ด" ของดีเอสไอยังวนเวียนอยู่ในวง อดีตนายตำรวจที่เคยรับผิดชอบคดีเกี่ยวกับประเทศซาอุฯ ซึ่งมีรายงานการประชุมกรมตำรวจ ยุค พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ ปรากฏชัดเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ที่ประชุมซักถามถึงการหายตัวของ "อัลลูไวรี่" และมีนายตำรวจนายหนึ่งให้ข้อมูลว่า "ลูกน้อง" ได้เอาไป "จัดการ" แล้วที่สัตหีบ และมี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อยู่ในที่ประชุมครั้งนั้นด้วย

 และเอกสารการประชุมกรมตำรวจฉบับนั้น เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ "ดีเอสไอ" พยายามยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว พล.ต.ท.ชลอ จำเลยต้องโทษประหารคดีฆ่า 2 แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ออกมา เพื่อสืบสวนคลี่คลายคดีอุ้ม "อัลลูไวรี่" ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า ชุดสอบสวนจะกล้าแลกถึงขนาดนี้ เพราะเป็นที่รู้ดีว่าโทษทัณฑ์ที่จำเลยได้รับหนักหนาสาหัส

 อภัยโทษประหารยังพอทำเนา แต่ต้องแลกถึงกลับปล่อยตัวเป็นอิสระเชียวหรือ

 มาถึงจุดนี้จึง "ฟันธง" ได้ว่า คดีอัลลูไวรี่ที่จะครบอายุความ 20 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จะไม่จบไปตามอายุความแน่ ถึงอย่างไรดีเอสไอก็ต้องสรุปสำนวนสั่งฟ้อง

 เพราะในชั้นสอบสวนค่อนข้างมั่นใจว่ามีหลักฐานพอฟ้องและในชั้นอัยการก็ไม่น่าจะมีความเห็นต่าง เพราะมีอัยการระดับผู้ใหญ่ร่วมชุดสอบสวนถึง 2 คน 

 ส่วนหลังยื่นฟ้องไปแล้วศาลจะพิพากษาลงโทษหรือไม่อย่างไร ไม่มีใครกล้าการันตี ขอโยนให้เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งผิดจากคดีอื่นๆ ที่จะฟ้องเมื่อมั่นใจว่าผู้ต้องหาผิดจริง

 คดีเกี่ยวกับประเทศซาอุฯ จะจบลงอย่างไร ถึงเวลานี้คงยากที่จะคาดเดา

 แต่ความพยายามที่จะนำตัว พล.ต.ท.ชลอ ออกมาแฉถึงหลักฐานสำคัญเพื่อปิดคดี กลับถูก พล.ต.ท.สมคิด นำออกมาแฉ ทำให้ชุดสอบสวนถึงกับ "กุมขมับ" ไปตามๆ กัน เพราะเป็นเรื่องจริงที่แอบทำกันแบบลับสุดยอด แล้วเหตุใด?...ความลับในคดีจึงรั่วไหลไปถึงฝ่ายผู้ต้องหา

 "ขืนปล่อยให้สำนวนแหกเป็นรูโหว่เช่นนี้อีกต่อไป ก็คงไม่ต้องลุ้นผลคดีกัน"


ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย