
นอกระบบ
สัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลเริ่มเคาะระฆังโครงการช่วยเหลือชาวบ้านที่ตกเป็นลูกหนี้เงินกู้นอกระบบและผลการสำรวจความคิดเห็นพบว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ทั้งนี้รัฐบาลอ้างตัวเลขว่า
จะสามารถช่วยเหลือผู้เป็นหนี้นอกระบบได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคน ฟังดูคงเห็นว่าเป็นอีกโครงการหนึ่งที่พยายามช่วยเหลือชาวบ้านระดับรากหญ้าและเป็นผู้ด้อยโอกาสที่เข้าไม่ถึงระบบสินเชื่อที่มีอยู่ทั่วไปซึ่งต้องมีหลักประกันในการกู้ยืมเงิน ถือว่าเป็นประเด็นวิถียุติธรรมที่ต้องพูดคุยกันในวันนี้
แน่นอนอยู่แล้วว่าชาวบ้านรากหญ้าส่วนใหญ่หากไม่เอาที่ดินทำกินไปค้ำประกันการขอกู้เงินก็คงไม่มีหนทางที่จะขอกู้เงินจากธนาคารได้ เพราะรู้กันอยู่ว่าการกู้เงินต้องมีหลักประกันไม่เป็นของก็ต้องมีคนมาค้ำประกัน ตรงนี้เป็นช่องว่างที่คนจนไม่เท่าเทียมกับคนอื่นโดยทั่วไป
ในเมื่อระบบสหกรณ์เองก็ต้องอาศัยหลักประกันเหมือนกัน คนจนจึงต้องหันไปพึ่งการกู้ยืมที่ไม่ต้องการหลักประกัน ซึ่งเจ้าหนี้ก็ต้องขูดรีดทดแทนด้วยดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติเพราะเห็นว่าตัวเองต้องเสี่ยงจากการที่หนี้ไม่มีหลักประกันหากลูกหนี้ผิดนัดไม่คืนเงินที่กู้ไป ดูเหมือนเป็นปัญหาธรรมดา แต่หากมองเรื่องนี้แบบกว้างๆ แล้วจะเห็นว่าไม่ธรรมดาแน่นอน
หากเหลียวมองข้อกฎหมายก็เขียนไว้ชัดเจนเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ว่าการกู้ยืมถ้าเจ้าหนี้ต้องการหลักประกันในการกู้ยืมก็ทำได้ตามวิธีการที่เราเข้าใจได้ ไม่ว่าเป็นการจำนำหรือจำนอง และถ้าเป็นตัวบุคคลเข้ามาเป็นหลักประกันก็เป็นเรื่องการมีผู้ค้ำประกัน และกฎหมายยังกำหนดกติกาในเรื่องเพดานการเรียกดอกเบี้ยไว้ไม่ให้ขูดรีดกันเกินไป เรียกว่ากฎหมายกำหนดกติกาไว้แล้วแต่ยังไม่สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้ตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในสังคม
ปัญหาเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับโครงสร้างของสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนในสังคมไม่ใช่เป็นเรื่องของกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวเพราะโครงสร้างที่คนด้อยโอกาสไม่ได้รับความเท่าเทียมในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ พูดอีกอย่างก็ต้องว่าไม่มีปัญหาหาทรัพย์สินที่ไหนไปเป็นหลักประกันในการกู้หนี้ยืมสินใครเขา ครั้นจะไปพูดเชิงดักคอว่าใครใช้ให้ต้องเป็นหนี้เขา แสดงว่าขี้เกียจไม่รู้จักพอเพียงจนต้องเป็นหนี้ เรื่องนี้จะเหมารวมเอาว่าคนที่เป็นหนี้เขาเพราะขี้เกียจไม่ทำมาหากินก็ไม่ได้ เพราะความจริงแล้วนักธุรกิจก็ต้องการแหล่งเงินกู้เหมือนกัน แต่พวกเขาเหล่านั้นมีหลักประกันในการกู้ยืม
ความแตกต่างตรงนี้จึงเป็นประเด็นขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการพัฒนาบ้านเมืองหากเริ่มต้นที่ความเท่าเทียมเสียตั้งแต่แรกจะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก แต่ที่ผ่านมาแนวทางเป็นไปในรูปของมือใครยาวสาวได้สาวเอา คนมือสั้นจึงต้องเสียเปรียบอยู่เสมอ และต้องยอมรับว่าคนมือสั้นคือคนในชนบทหรือคนจนในเมืองใหญ่นั่นเอง
แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบครั้งนี้จึงมีผลเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและมุ่งสู่เป้าหมายของคนกลุ่มหนึ่งที่ด้อยโอกาสในสังคม แต่ควรจะต้องคิดให้ยาวต่อไปอีกเพื่อให้เชื่อมโยงต่อไปถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลที่กำลังดำเนินไปอยู่ตลอดเวลาว่าควรจะเน้นไปในทางให้แต้มต่อแก่ผู้ด้อยโอกาสเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและทิศทางที่ถูกต้องควรเป็นการพัฒนาศักยภาพให้เขาเหล่านั้นสามารถทำมาหากินอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับท้องถิ่นมากกว่าการพัฒนาแบบมาตรฐานครอบคลุมไปเหมือนกันหมด
สร้างวิถียุติธรรมให้เป็นระบบเสียแต่บัดนี้ ดีกว่าต้องมานั่งแก้ความไม่เป็นระบบหรือเรื่องนอกระบบให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ



