ข่าว

รายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์"

รายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์"

29 พ.ย. 2552

นายกรัฐมนตรีเผยทุกภาคส่วนร่วมจัดกิจกรรมงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธันวาคม เพื่อถวายความจงรักภักดี

 วันนี้ (29 พ.ย.)  เวลา 09.00 น.  ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 46  ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย  และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ดังนี้   

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ กลับมาพบกันเช่นเคยนะครับเช้าวันอาทิตย์ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยครับ  ตอนแรกก็มีความวิตกกังวลในเรื่องของปัญหาความตรึงเครียดซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือเรื่องราวทางการเมืองต่าง ๆ  ก็อยากจะขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ขณะนี้บรรยากาศต่าง ๆ นั้นคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น  ซึ่งผมถือว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมมากครับ  เพราะว่าเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคมนั้น  ก็เป็นเดือนที่ผมเชื่อว่าพี่น้องคนไทยทั้งประเทศต้องการที่จะหลอมรวมจิตใจเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าในปีนี้นั้นจะมีการจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาที่เป็นงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ซึ่งทั้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนจัดขึ้นมากมาย  เพราะฉะนั้น วันนี้ในช่วงแรกของรายการนั้น 

กิจกรรมงานเฉลิมพระเกียรติฯ  

 ผมอยากจะเล่าให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าจะมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างไรบ้าง  อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดครับ  เพราะว่าจะมีงานของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษหรือเป็นการเฉพาะที่อาจจะไม่ได้รวมอยู่ในงานที่ผมได้รวบรวมมาในวันนี้นะครับ สิ่งแรกคืออยากจะเรียนว่านอกเหนือจากงานที่เป็นงานพระราชพิธีหรือรัฐพิธีต่าง ๆตามปกติแล้ว ปีนี้ทางรัฐบาลได้มีการดำเนินการอีกหลายด้านครับ  เรื่องแรกคือจะมีงานที่เป็นกิจกรรมทางด้านศาสนา  โดยตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม ช่วง 08.00-10.00 น. จะมีพิธีทำบุญ 5 ศาสนาที่วังน้ำเขียว และวันที่ 3 ธันวาคมนั้น รัฐบาลจะจัดงานทำบุญถวายเป็นพระราชสักการะแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ตึกสันติไมตรี  ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 3 ธันวาคม เช่นเดียวกัน  

 นอกจากนั้นแล้วกิจกรรมของมูลนิธิ 5 ธันวาคม ซึ่งจะจัดมาทุกปี  ก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมเช่นเดียวกัน  และในส่วนของกิจกรรมที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงนั้นแน่นอนที่สุดครับในวันที่ 5 ธันวาคม ก็เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันจุดเทียนชัยถวายพระพร  ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม  ก็เชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันจุดเทียนชัยถวายพระพร  ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม เวลา 19.00 น.   อันนี้ก็เป็นพิธีทางศาสนาและพิธีที่มณฑลท้องสนามหลวง  ซึ่งมีขึ้นอยู่ตามปกติ   ในส่วนของรัฐบาลเองนั้นในวันที่ 3 ธันวาคม  ผมจะมีการทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของข้าราชการทั่วประเทศ  โดยจะมีข้าราชการส่วนหนึ่งมารวมกันที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล  เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณและจะมีการเชื่อมโยงไปยังหน่วยราชการต่าง ๆ ซึ่งผมก็ขอเชิญชวนเพื่อนข้าราชการทุกคนได้เข้าร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณนี้    

 แต่ว่าที่พิเศษครับคือว่าในปีนี้นั้นคณะรัฐมนตรีได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ซึ่งนอกเหนือจากที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงแล้ว  จะมีพื้นที่ที่จัดงานตรงนี้ก็คือที่ถนนราชดำเนินกลาง  และที่ลานพระราชวังดุสิต  ซึ่งก็คือลานพระบรมรูปทรงม้าที่เรารู้จักกันดี  ในสองที่นี้จะมีงานตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม ไปจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม  ซึ่งผมจะขอเรียนให้ทราบว่ามีรายละเอียดในส่วนนี้ค่อนข้างจะมากครับ 

 ที่ถนนราชดำเนินกลาง  เราจะเริ่มต้นกันตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม ที่จะมีการทำพิธีเปิดแสง  แนวคิดของงานนี้คือการใช้งานที่ชื่อว่า  “ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี” จะมีตั้งแต่วันที่ 3-7 ธันวาคม  โดยเริ่มต้นจากวันที่ 3 ที่จะมีพิธีเปิดแสงใช้ชื่อว่า “แสงพระบารมี เบิกดินฟ้าโรจน์ไสว” ซึ่งจะเกิดขึ้น ณ เวทีกลางป้อมมหากาฬ วันที่ 3 ธันวาคม เวลา 20.30 น. จะมีการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ด้วย แต่ว่ากิจกรรมของงานที่ถนนราชดำเนินกลางนั้น จะมีทั้งหมด 9 ส่วนด้วยกัน  เมื่อสักครู่นี้ที่เป็นการเปิดไฟ หรือเปิดแสงครั้งแรกวันที่ 3 ธันวาคมนั้นเป็นกิจกรรมแรก   

 กิจกรรมที่ 2 จะเป็นการแสดงแสง สี เสียง Laser Multi Vision Light & Sound เรื่อง “แสงพระบารมี ผสานไทย สมานฉันท์” กิจกรรมนี้จะจัดที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  และจะมีขึ้นทุกวัน วันที่ 3-4-5-7 ธันวาคม 20.30-22.30 น. ทุกวัน  ซึ่งจะมีทั้งการแสดงของศิลปินด้วย และจะเป็นการแสดงในเรื่องของแสง สี เสียง ชื่อเรื่อง “แสงพระบารมี ผสานไทย สมานฉันท์”

 กิจกรรมที่ 3 จะเป็นการแสดงดนตรี “แสงพระบารมี  คีตศิลป์ เสนาะนิรันดร์” ณ เวทีดนตรี หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  อันนี้จะแสดงทุกวัน ตั้งแต่ 18.00 น. ถึง 24.00 น.  ซึ่งจะมีทั้งเพลง Jazz Orchestra Pop วงดนตรีคุณภาพ และศิลปินที่มีชื่อเสียงก็จะมาร่วมกันแสดงที่นี่  

 กิจกรรมที่ 4 จะมีเรื่องของการถวายพระพรชัย ชื่อ “แสงพระบารมี ร้อยใจมั่น ถวายพระพรชัย” อันนี้เป็นเวทีกลางป้อมมหากาฬ  เฉพาะวันที่ 5 ธันวาคม เวลา 20.20 น.  ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการที่มีการจุดเทียนชัยถวายพระพรที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง  

 กิจกรรมที่ 5 จะเป็นกิจกรรม “แสงพระบารมี ส่องแผ่นดิน ถิ่นสวรรค์”  เป็นการตกแต่งไฟดาวกระพริบ ไฟพิเศษต่าง ๆ  รวมไปถึงการมีแสงที่บริเวณถนนราชดำเนินทั้งสองฝั่ง  อันนี้ก็เกิดขึ้นตั้งแต่ 18.00 น.ถึง 24.00 น. ทุกวันที่บริเวณถนนราชดำเนิน

 กิจกรรมที่ 6 จะเป็นการแสดงขบวนรถประดับไฟเฉลิมพระเกียรติชุด “แสงพระบารมี  ทอมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่” ซึ่งจะเป็นการแสดงตั้งแต่แยกผ่านฟ้าถึงสี่แยกคอกวัว และวนกลับมา เป็นรถที่ประดับด้วยแสงไฟต่าง ๆ อันนี้จะมีวันที่ 4-6-7 ธันวาคม เวลา 19.15-20.15 น. ส่วนวันที่ 3 ธันวาคม จะเป็น 20.30-21.30 น. และวันที่ 5 ธันวาคม จะเป็นช่วง 19.45-20.45 น. และเช่นเดียวกันครับจะมีดารารับเชิญในส่วนต่าง ๆ 

 นอกจากนั้นจะมีกิจกรรมที่เป็นการแสดงมหัศจรรย์น้ำพุดนตรี  น้ำพุไฟ  ชุด “แสงพระบารมี  เปล่งประกายเรืองสายใย” ซึ่งจะมีเพลงพระราชนิพนธ์  บริเวณเกาะกลางของถนนราชดำเนินกลาง  18.00-24.00 น. กิจกรรมที่ 8 เป็นแสงพระบารมี ฉายพระราชกรณียกิจ สถิตย์พระทัย  ซึ่งจะเป็นกิจกรรมของแต่ละกระทรวงสองฝากถนนราชดำเนินกลาง และกิจกรรมสุดท้าย กิจกรรมที่ 9 คือ “แสงพระบารมี  ศูนย์รวมใจ ไทยสถาพร” ซึ่งเป็นการจัดทำสายรัดข้อมูลสีชมพูเฉลิมพระเกียรติ ชุดพิเศษ รักพ่อ จำหน่ายในราคา 99 บาท และมีพิธีมอบใจภักดิ์แด่พระผู้เป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ ในวันที่ 7 ธันวาคม 

 เพราะฉะนั้น ตลอดระยะเวลาของวันที่ 3-7 ธันวาคมนี้ จะมีกิจกรรมที่ถนนราชดำเนินกลาง  ที่เป็นงานที่กระทรวงการคลังได้เป็นแกนหลักในการจัดขึ้น ที่เราใช้ชื่อว่า “ความสุขของคนไทย ใต้แสงพระบารมี” และนอกจากนั้นจะมีเรื่องของการแสดงพลุ ในทุกคืนเช่นเดียวกัน  ก็อยากจะขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้มาร่วมกิจกรรมความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมีนี้  ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม  

 ขณะเดียวกันครับที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหรือลานพระราชวังดุสิต จะมีงานที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้เป็นแกนหลักในการที่จะจัดขึ้น งานนี้จะเป็นงานแสดงแสง สี เสียง  ซึ่งตระการตาและเป็นการใช้เทคนิค รวมทั้งบุคลากรที่เรียกว่ามีประสบการณ์ในการจัดงานระดับโลก  และมีการยืนยันกับคณะกรรมการว่าเทคนิคที่ใช้ในการแสดงในส่วนนี้นั้นเป็นเทคนิคที่ไม่เคยได้มีการแสดงมาก่อนในประเทศไทย  การแสดงตรงนี้จะเป็นเรื่องของพระราชกรณียกิจขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่มากว่า 60 ปี  การนำเสนอตรงนี้จะมีขึ้นในทุกคืน  ของกระทรวงมหาดไทยนั้นจะทำถึงวันที่ 13 ธันวาคม และขณะเดียวกันนั้นจะมีงานแสดงของศิลปิน  เป็นงานแสดงดนตรีในทุกคืนเช่นเดียวกัน

ทีนี้การจัดงานในส่วนนี้ต้องมีการบริหารจัดการในเรื่องของการจราจรติดหน่อย  อยากจะเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่าในส่วนของถนนราชดำเนินกลาง  ก็มีความจำเป็นที่จะต้องปิดการจราจร โดยตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม เวลา 22.00 น.เป็นต้นไปก็ต้องมีการปิดการจราจร  อันนั้นเป็นการปิดเพื่อซ้อมการแสดง และหลังจากนั้น วันที่ 3-7 ธันวาคม ที่มีการแสดงในส่วนของถนนราชดำเนินกลาง  ก็จะต้องมีการปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 24.00 น. ของทุกคืน ส่วนงานของกระทรวงมหาดไทยที่ลานพระราชวังดุสิตนั้น วันที่ 5-13 ธันวาคม  จะต้องมีการปิดการจราจรตั้งแต่ 17.00-21.00 น. ในส่วนของลานพระบรมรูปทรงม้า  

การอำนวยความสะดวกสำหรับพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงาน  ซึ่งก็มีการประมาณการกันคร่าว ๆ ว่าแต่ละคืนนั้นอาจจะมีพี่น้องประชาชนอาจจะนับแสนมาร่วม  อยากจะเรียนอย่างนี้ครับสำหรับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด ที่จะเดินทางเข้ามานั้น  จะมีการจัดระบบรถโดยสาร  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือว่าเวียนเข้ามาส่งที่บริเวณงาน  และจะออกไปจอด  อาจจะไกลหน่อยนะครับ อย่างเช่น ทางเหนือนั้นจะมีที่จอดรถที่หมอชิตหรือที่จตุจักร อย่างนี้เป็นต้น  และจะมีการนัดหมายในการมารับ  ส่วนกรณีของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครในวัน 2 วันนี้จะได้ข้อยุติที่ชัดเจนว่า จะเปิดให้พี่น้องนั้นไปสามารถจอดรถที่จุดไหนได้บ้าง  ที่คิดไว้ขณะนี้เบื้องต้นอาจจะมีที่สนามศุภชลาศัย เพื่อที่จะให้พี่น้องนั้นสามารถที่จะเอารถไปจอด หรืออาจจะเดินทางโดยรถไฟฟ้า แล้วก็ไปอยู่ที่นั่น  และจะมีรถบริการนำมาส่งที่บริเวณงานได้  

ตลอดช่วงระยะเวลาของงาน คือตั้งแต่วันที่ 3-13 ธันวาคม  กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นกิจกรรมที่ผมคิดว่าจะสามารถหลอมรวมจิตใจของคนไทยได้เป็นอย่างดีอีกครั้งหนึ่ง  อย่างที่เรียนคือว่าคนคงจะเป็นคืนละเป็นแสน  โดยเฉพาะคืนวันที่ 5 ธันวาคมนั้นคาดว่าอาจจะมีมากถึง 2 แสนคน  ขณะเดียวกันนั้นทางคณะกรรมการทางด้านประชาสัมพันธ์ก็กำลังดำเนินการในการที่จะจัดคิวให้มีการถ่ายทอดกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วนไปยังพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด  นอกจากนั้นครับจะมีในส่วนของจังหวัดเองที่จะเชื่อมโยงกิจกรรมบางกิจกรรมไป อาจจะเป็นที่ศาลากลางหรือที่อื่น ๆ นะครับ  เพราะฉะนั้น  ก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศร่วมกันในการถวายความจงรักภักดีในต้นเดือนธันวาคมนี้  ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2552 เดี๋ยวพักกันสักครู่นะครับ กลับมาจะได้พูดคุยถึงงานที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปในสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ

ช่วงที่ 2

สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ก็มีงานหลายอย่างที่อยากจะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในเช้าวันนี้ สิ่งแรกที่คงจะต้องบอกกล่าวก็คือว่า สมัยประชุมของสภาฯ นะครับซึ่งเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัตินั้นก็ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณสมาชิกรัฐสภาตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ได้ทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ทั้งในเรื่องของกฎหมาย และในเรื่องของกระทู้ถามการตรวจสอบของรัฐบาลนะครับ ในสัปดาห์สุดท้ายนี้เราก็สามารถที่จะผ่าน คือให้ทางสภาฯ รับหลักการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกลไกที่จะมาบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปได้เรียบร้อยนะครับ ก็ขอเรียนครับว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เรื่องปัญหาขององค์ประชุมนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมทราบดีครับว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำเอากลับไปปรับปรุง และอยากจะขอความร่วมมือจากฝ่ายค้านและจากวุฒิสภาในการทำงานนิติบัญญัติให้เป็นที่พึงพอใจ และเป็นไปตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชนเมื่อเปิดสมัยประชุมกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงเดือนมกราคมนะครับ

สัปดาห์ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาลเองนะครับ เรื่องของเศรษฐกิจก็มีการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ไปในช่วงต้นสัปดาห์ โดยตัวเลขที่ออกมาสำหรับไตรมาสที่ 3 ก็คือติดลบ 2.8 ซึ่งก็เป็นการติดลบในอัตราที่ลดลงโดยลำดับ และก็เป็นไปตามสิ่งที่รัฐบาลได้คาดการณ์และก็วางแผนเอาไว้ว่า ในไตรมาสสุดท้ายหรือ 3 เดือนสุดท้ายนั้นก็จะทำให้เศรษฐกิจนั้นกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งหนึ่งนะครับ อย่างที่ได้คุยกันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วครับว่า ตัวชี้วัดต่าง ๆ นั้นก็ไปในทิศทางที่น่าพึงพอใจพอสมควรนะครับ โดยเฉพาะก็คือตัวเลขในเรื่องของปัญหาการว่างงาน ซึ่งกำลังมีการลดลงนะครับ และไม่ได้สูงขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายกลัวกันไว้

อย่างไรก็ตามครับในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เช่นเดียวกัน ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความวิตกกังวลทางด้านเศรษฐกิจกันอยู่บ้างนะครับ ก็คือเหตุการณ์ที่ดูไบนะครับ ที่มีการเลื่อนการชำระหนี้และมีการลดค่าเงินที่ประเทศเวียดนาม สองเหตุการณ์นี้นะครับคงเป็นเหตุการณ์ที่เราจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดครับ คือลำพังในสองส่วนนี้ก็มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยนะครับ ไม่น่าจะกระทบมากต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยหรือเศรษฐกิจโลก แต่ก็คงจะต้องจับตาดูว่ามันจะมีผลลุกลามไปหรือไม่นะครับ ซึ่งในเรื่องนี้ในวันจันทร์ครับจะมีการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด และมีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในวันพุธอีกครั้งหนึ่งนะครับ

ขณะเดียวกันครับในเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจนั้น ก็มีงานสำคัญหลายเรื่องที่ได้มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการประกันรายได้เกษตรกรขณะนี้แนวโน้มของพืชผลมีมาก และขณะเดียวกันผมก็ได้มีการเร่งรัดในเรื่องของการที่จะให้หน่วยงานเร่งทำสัญญา เพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นสามารถที่จะมาใช้สิทธิ์ในเรื่องของการประกันรายได้ได้ โดยมีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว โดยท่านรองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ ก็ได้เร่งรัดครับให้การทำสัญญานั้นสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายจริง ๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรจะได้เร่งมาใช้สิทธิ์ และในวันพรุ่งนี้ผมจะไปทำพิธีในเรื่องของการโอนเงินในกรณีของมันสำปะหลัง หลังจากที่ได้ไปดูในเรื่องของข้าวโพดกับข้าวมาเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้นครับก็มีข่าวดีว่าบรรดาประเทศหลายประเทศโดยเฉพาะขณะนี้นอกเหนือจากประเทศที่ประสบภัยธรรมชาตินะครับ กรณีของประเทศจีนครับ หลังจากที่ผมเดินทางไปเยือนเป็นทางการ และได้มีการสานความสัมพันธ์ในระดับมณฑล ขณะนี้ก็มีการติดต่อขอซื้อข้าวมาพอสมควรนะครับ ซึ่งขณะนี้ในส่วนของคณะกรรมการข้าวก็กำลังจะได้มีการพิจารณาในการระบายข้าว โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นรัฐต่อรัฐ ซึ่งก็จะทำให้การดำเนินการนั้นในขณะนี้เราได้ประโยชน์จากราคาข้าวที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันนั้นการระบายก็จะดูแลระมัดระวังอย่างเต็มที่ครับ ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อราคาในการซื้อขาย ผมมั่นใจนะครับในขณะนี้ครับว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีของข้าว กรณีของมันสำปะหลัง แนวโน้มราคานั้นค่อนข้างที่จะดีขึ้นทีเดียว เพราะฉะนั้นเกษตรกรก็จะมีความมั่นใจ ความจริงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีหลายพื้นที่ครับรายงานเข้ามาว่าขณะนี้เกษตรกรถือว่ามีอำนาจต่อรองดีมาก ในการขายพืชผลทางการเกษตร เพราะฉะนั้นการที่เกษตรกรจะมีรายได้ที่สูงขึ้น ก็จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไปนะครับ

นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้วครับ การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องอื่น ๆ นะครับ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็ได้มีเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากฝายราษีไศลนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อเรื้อรังมาพอสมควร แต่ว่าในที่สุดก็ได้ข้อยุตินะครับและก็เดินหน้า สามารถที่จะให้การช่วยเหลือได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งนะครับ หลังจากที่ผมก็พยายามอย่างเต็มที่มาสะสางปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นปัญหายืดเยื้อ อาจจะถือได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับภาคประชาชนนะครับ ซึ่งก็ติดขัดในเรื่องกฎระเบียบบ้าง ในเรื่องของกรอบความคิดมาโดยตลอดนะครับ แต่ว่างานทางด้านนี้ก็มีการเดินหน้าไป

งานอีกด้านหนึ่งซึ่งอยากจะรายงานนะครับ คืองานทางด้านพลังงานครับ เนื่องจากว่ามีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานในช่วงของวันพฤหัสบดีนะครับ และก็บังเอิญว่าเมื่อช่วงที่ผมเข้ามาใหม่ ๆ ได้ให้โจทย์กับทางกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ทำอย่างไรที่จะให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศทุกครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ ให้ไปสำรวจว่าที่ไหนบ้างที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็ปรากฏครับว่าในส่วนของกรุงเทพมหานครนะครับ คืออยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวงนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะมีเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ไม่มีเลขบ้านนะครับ หรืออยู่ในที่ซึ่งเป็นการบุกรุก ซึ่งตรงนี้ทางหน่วยงานก็คงไม่สามารถที่จะเข้าไปรับรองในเรื่องของการที่จะต่อไฟให้ใช้เป็นทางการได้ แต่ว่าสำหรับครัวเรือนที่ไม่ได้อยู่ในข่ายนี้นะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือมีเลขบ้านถูกต้องทุกอย่างนั้น เหลืออยู่อีกเพียงนิดเดียวครับก็จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นนะครับภายในปีหน้า

ส่วนพี่น้องในต่างจังหวัดนะครับก็ปรากฏว่าจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มครับ ประมาณ 90,000 ครัวเรือนซึ่งยังไม่มีไฟใช้ครับ แต่ว่าการที่จะลงทุนพาดสายไฟไปให้ใช้นั้นมีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนไม่ถึง 50,000 บาท ตรงนี้ได้ให้ทางการไฟฟ้าทำแผนแล้วครับ แล้วก็ยืนยันว่าภายในปี 2554 คือไม่เกิน 2 ปีจากนี้ไปนะครับ 90,000 ครัวเรือนนี้ก็จะมีไฟฟ้าใช้อย่างแน่นอน จะตกค้างอยู่อีกประมาณเกือบ 40,000 ครัวเรือนครับ ที่อาจจะอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลมาก ๆ นะครับ ทำให้ถ้าหากว่ามีการต่อไฟไปนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 50,000 บาทต่อครัวเรือน ตรงนี้สิ่งที่ทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้ให้เป็นนโยบายไปก็คือ จะให้ไปเปรียบเทียบครับว่าการดำเนินการตามแนวทางนี้ กับการที่จะมีการส่งเสริมสนับสนุนให้ใช้พลังงานหมุนเวียน เหมือนกับที่เราได้เริ่มต้นในโครงการนำร่องในบนเกาะ อย่างนี้เป็นต้น

อาจจะเป็นการใช้โรงไฟฟ้าของชุมชนเอง อาจจะเป็นในเรื่องของพลังงานที่มาจากชีวมวล หรือจะเป็นแสงอาทิตย์ ให้ไปเปรียบเทียบต้นทุนต่าง ๆ นะครับ แล้วก็ดูว่าค่าไฟจะสามารถช่วยเหลือกันได้อย่างไร เป้าหมายก็เช่นเดียวกันครับว่าในที่สุดแล้ว 40,000 ครัวเรือนนี้ก็จะเป็นครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นที่จะตกค้างหลังจากที่เราทำนโยบายนี้แล้ว ก็จะเป็นเพียงเฉพาะกรรีที่มีการบุกรุกหรือมีข้อพิพาทในเรื่องของที่ดินนะครับ แต่ว่าชุมชนที่เป็นชุมชนเก่าแก่อย่างเช่นชุมชนมอร์แกน ซึ่งมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ที่ภูเก็ต ก็ได้ให้ไปดูเป็นพิเศษครับว่าจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะว่าอยู่กันมาหลายสิบปีก็ยังไม่มีไฟใช้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางที่เราเดินหน้าผลักดัน นอกเหนือจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งกำลังจะไปแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ เรื่องถนนหนทาง เรื่องรถไฟ เรื่องโรงเรียน เรื่องสถานีอนามัย ก็จะมีเรื่องนี้ด้วยนะครับ

นอกจากนั้นครับ วันอังคาร พุธ ที่ผ่านมานั้นผมก็ได้เดินทางไปที่รัฐกาตาร์ ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการเดินทางไปยังตะวันออกกลางครั้งแรกนะครับ และก็เป็นครั้งแรกที่มีผู้นำรัฐบาลของไทยไปเยือนรัฐกาตาร์หลังจากที่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาเกือบจะครบ 30 ปีแล้วนะครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นเป็นภูมิภาคซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากนะครับ เพราะว่ามีรายได้จากเรื่องของน้ำมัน จากเรื่องของแก๊ส แม้ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นที่ดูไบก็ตามนะครับ แต่ว่าในรัฐกาตาร์และอีกหลายต่อหลายประเทศในภูมิภาคนั้นนี้ครับกำลังมีความเจริญเติบโตที่สูงมากนะครับ และที่สำคัญก็คือว่าต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าการลงทุนมากขึ้นกับภูมิภาคต่าง ๆ ในเอเชีย รวมทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศไทยของเรา

การเดินทางไปครั้งนี้ก็ได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าผู้ครองรัฐ เข้าพบกับนายกรัฐมนตรี ได้มีการพบปะกับนักธุรกิจภาคเอกชน ทั้งที่มาพบและทั้งที่เป็นการไปร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ นะครับในช่วงของการรับประทานอาหารค่ำในวันที่สองที่ผมเดินทางไป ซึ่งทั้งหมดนี้ครับได้มีการพูดคุยในประเด็นสำคัญที่น่าสนใจนะครับ ประเด็นแรกก็คือว่าการ์ตาเองนั้นมีความต้องการที่จะมีความมั่นคงในเรื่องของอาหาร อาหารไทยนั้นมีชื่ออยู่แล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นข้าวไทย และรวมไปถึงขณะนี้เรื่องของผลไม้ก็เป็นที่นิยมของภูมิภาคนี้ สิ่งที่เรากำลังไปดำเนินการในขณะนี้ก็คือว่าไปเจรจาในเรื่องของการที่จะมีศูนย์กระจายหรือจำหน่ายสินค้าของไทย ซึ่งถ้าเกิดขึ้นแล้วก็จะทำให้การส่งออกสินค้าอาหารผลไม้ต่าง ๆ นี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นครับเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ทางรัฐกาตาร์เองก็ได้แสดงความจำนงที่จะมาช่วยในเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของการเกษตรในประเทศไทยด้วย โดยโครงการที่ได้มีการนำเสนอไปก็คือการจะไปช่วยเหลือพี่น้องใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่พูดกันในขณะนี้ก็พูดถึงเรื่องของการเลี้ยงสัตว์ จะเป็นฟาร์มแพะ ฟาร์มแกะ ฟาร์มไก่ ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตอาหารฮาลาล และก็เข้าไปสู่ตลาดของตะวันออกกลาง และตลาดอื่น ๆ นะครับ ในส่วนนี้ครับทางรัฐบาลของกาตาร์เองพร้อมที่จะมาให้การส่งเสริมสนับสนุนในส่วนนี้ด้วย เพราะฉะนั้นในเรื่องของอาหารนั้นก็เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง ที่ได้มีการพูดคุยและตกลงกัน

ประเด็นที่สองก็คือว่าขณะนี้ในกาตาร์เอง ผมเดินทางไปอยู่ที่นั่นประมาณวันครึ่ง มองไปที่ไหนก็มีแต่การก่อสร้างครับ เพราะว่าเศรษฐกิจและการพัฒนาในขณะนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก ความต้องการก็คือการที่จะมีบริษัทก่อสร้างที่เข้าไปรับงานในรัฐกาตาร์ ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบายอยู่แล้วในการที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้าง จริง ๆ แล้วอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยก็ได้เข้าไปที่กาตาร์ก่อนหน้านี้ โดยไปก่อสร้างในส่วนของอาคารที่เกี่ยวข้องกับการจัดเอเชียนเกมส์และอาคารอื่น ๆ แม้กระทั่งที่ผมเดินทางไปดูสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นเมืองการศึกษา ก็ได้พบว่าทางบริษัทของไทยก็เข้าไปเกี่ยวข้อง ตรงนี้ก็ได้มีการพูดคุยกันครับ 1. ก็มีการคลี่คลายปัญหาซึ่งอาจจะมีอยู่บ้างในเรื่องของสัญญาในอดีต พร้อม ๆ กันไปขณะนี้ก็คือว่าจะเจรจาให้มีการส่งคนงานไทยเข้าไปได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีอยู่ 10,000 กว่าคน ก็มีการตกลงกันนะครับ คาดว่าปีหน้าก็จะสามารถที่เจรจาและก็ตกลงในการที่จะขยายจำนวนคนงานที่เข้าไป แล้วขณะเดียวกันนั้นก็จะมีการส่งเสริมให้บริษัทก่อสร้างไทย ซึ่งอาจจะได้นำไปไม่เพียงแต่เฉพาะคนงาน อาจจะรวมถึงวัสดุก่อสร้าง และอื่น ๆ ที่จะเข้าไปทำงานทางด้านนี้

เรื่องที่ 3 ที่ได้มีการพูดคุยกันนะครับ ก็คือในส่วนของกิจการพลังงาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ปตท. หรือเครือซีเมนต์ไทย ในขณะนี้ก็ได้เข้าไปร่วมมือกับกาตาร์ในการพัฒนาแหล่งพลังงานบ้าง และรวมไปถึงข้อเสนอของเขาที่จะขายแก๊ส LNG มาให้กับประเทศไทยด้วย ซึ่งก็เป็นทางเลือกทางหนึ่งซึ่งเราเปิดไว้ในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้นะครับ ความร่วมมือด้านต่อมาก็เป็นความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเงิน เพราะว่าขณะนี้นั้นกองทุนของกาตาร์เองก็เป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีเงินจำนวนมากและต้องการที่จะหาแหล่งลงทุนที่มีผลตอบแทนที่ดี ก่อนหน้านี้ก็มีคณะจากตลาดเงินตลาดทุนของไทยครับที่ได้เดินทางไป แต่ว่าขณะนี้ก็จะมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในเรื่องของการที่เราจะมีช่องทางในการรับการลงทุนตรงนี้ รวมไปถึงพันธบัตรที่เป็นพันธบัตรอิสลามนะครับ ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ธนาคารอิสลามกำลังพิจารณาอยู่ และก็คิดว่าถ้าสามารถดำเนินการตรงนี้ได้ก็จะสามารถดึงเงินลงทุนเข้ามาในรูปแบบต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนั้นครับความร่วมมือทางด้านการศึกษา ทางด้านวัฒนธรรม ก็จะมีการดำเนินการเช่นเดียวกัน ผมมีโอกาสไปดูเรื่องของเมืองการศึกษา ซึ่งเป็นการดึงเอามหาวิทยาลัยชั้นนำมาอยู่ในที่เดียวกันที่กรุงโดฮา ผมก็ได้เสนอว่าความร่วมมือในเรื่องของการวิจัยก็ดี ความร่วมมือในเรื่องของการศึกษาก็ดี น่าจะมีศักยภาพในการดำเนินการได้มากยิ่งขึ้นนะครับ และสุดท้ายครับยังได้มีโอกาสไปเยี่ยมสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา ซึ่งถือว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เผยแพร่ข่าวสารต่าง ๆ ไปทั่วโลกนะครับ มีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์ยาวเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อเป็นการทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อความเข้าใจที่ดีทั้งของโลกมุสลิมและพี่น้องประชาชนที่สามารถดูโทรทัศน์อัลจาซีราได้ทั่วโลกด้วย เพราะฉะนั้นการเดินทางไปเป็นเวลาประมาณวันครึ่งก็ถือว่าได้ขยายความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน และก็จะเป็นการปูทางไปสู่การเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับภูมิภาคของตะวันออกกลางนะครับ

สำหรับงานทางด้านต่างประเทศนั้นในเดือนธันวาคมผมคงมีกำหนดการที่จะไปร่วมประชุมที่โคเปนเฮเกน ในเรื่องของของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และหลังจากนั้นคงจะไปดูในเรื่องของปี 2553 ต่อไปครับว่าจะไปเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย ที่วางแผนเอาไว้ก็จะมีทั้งในส่วนของออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยุโรป ที่จะต้องมีการเดินทางไปเพื่อเป็นการขยายตลาด ขยายลู่ทางการค้าการลงทุนต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ก็เป็นงานตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา  สัปดาห์ที่จะถึงนี้นะครับก่อนที่เข้าสู่ช่วงของการจัดงานเฉลิมพระเกียรตินั้น รัฐบาลก็จะได้เร่งงาน ทางด้านอื่น ๆ นะครับ มีเรื่องที่จะต้องมีการเร่งประเมินสถานการณ์จากเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น รวมไปถึงปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่จะต้องสะสางนะครับ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่แหลมฉบัง และยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายนะครับ

ก่อนที่จะจบรายการในวันนี้ก็ขอเรียนนะครับว่า ตราสัญลักษณ์ที่ผมติดอยู่ที่เสื้อของผมนั้นก็เป็นเรื่องของการยุติความรุนแรงนะครับ รณรงค์ยุติความรุนแรงโดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและผู้หญิง ซึ่งเดือนทั้งเดือนของพฤศจิกายนนั้นเป็นเดือนที่มีการรณรงค์กัน และพรุ่งนี้วันสุดท้ายนะครับผมก็จะไปทำพิธีปิดโครงการการรณรงค์ตรงนี้ ก็อยากจะฝากเอาไว้ครับว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังปัญหาหนึ่งในสังคมไทย เรามีกฎหมายใหม่ออกมาปี 2550 ซึ่งหลังจากกฎหมายออกมาทำให้เราเห็นครับว่าปัญหาความรุนแรงตรงนี้ยังมีอยู่มาก เพราะว่าตัวเลขของการรายงานสภาพปัญหาความรุนแรงนั้นหลังจากที่มีกฎหมาย และเราเชิญชวนให้คนสามารถที่จะมาใช้กลไกต่าง ๆ ในการเยียวยาแก้ไขปัญหานั้นก็มีเพิ่มขึ้นมากนะครับ หมายความว่าก่อนหน้านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ว่าไม่มีใครรับรู้ ต่อไปนี้เราจะเพิกเฉยต่อปัญหานี้ไม่ได้นะครับ ต้องมาช่วยกันขจัดรูปแบบของความรุนแรงซึ่งเคยเกิดขึ้นมาในสังคมไทยมายาวนาน ก็คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อครอบครัว ต่อผู้หญิงนะครับ อีกสักครู่นะครับก็คงจะมีการให้ชมภาพของโฆษณาในกิจกรรมสำคัญ ๆ ของรัฐบาล และสัปดาห์หน้าครับจะกลับมาพบกันใหม่ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ครับ สวัสดีครับ