
'นักบุญสีกากี'...พ.ต.ท.ชลิต เกตุศรีเมฆ
"กรณีจับคนเมามาโรงพัก ตามระเบียบบอกว่าต้องนำตัวผู้ต้องหาไว้ที่ปลอดภัยใช่ไหม ในห้องขังปลอดภัยใช่ไหม...ใช่ !! แต่จะเป็นการละเมิดสิทธิเขา ต้องแจ้งให้ร้อยเวรทราบแล้วเป็นผู้สั่งการ..."
"ส่วนเวลาควบคุมตัวจะเดินนำหน้าผู้ต้องหาไม่ได้ เขาจะหยิบปืนจากเอวเรา..." พ.ต.ท.ชลิต เกตุศรีเมฆ รองผู้กำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 วาดลีลาวิทยากรอารมณ์ดี ภายในห้องเรียนของศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 7 จ.นครปฐม ท่ามกลางความสนใจของนักเรียนนายสิบตำรวจราว 50 คน พร้อมดึงตัวนักเรียนมาสาธิตท่าประกอบการบรรยายหน้าชั้นเรียน สร้างสีสันและเสียงหัวเราะระหว่างถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานในหัวข้อ "เทคนิคการตรวจค้น-จับกุม" แก่บุคคลภายนอกที่จบปริญญาตรี เพื่อบรรจุเป็นตำรวจยศ ส.ต.ต.สายงานป้องกันและปราบปราม
"การทำงานกับประชาชนที่เดือดร้อนมาโรงพัก ต้องใช้ปิยวาจากับเขา อย่าไปสนใจต้อนรับแต่คนรวยๆ คนมีบารมีเท่านั้น เรื่องแบบนี้ผมเคยเจอตอนเป็น ร.ต.ต.ใหม่ๆ มีป้าคนหนึ่งศีรษะมีเลือดกรังนั่งอยู่บนโรงพักโดยไม่มีใครสนใจ เลยเข้าไปถามและเป็นธุรจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้จนเรียบร้อย ผมคิดว่าตำรวจต้องดูแลประชาชนทุกระดับ ชาวบ้านเขามาโรงพัก เขาเดือดร้อน เขามาขอความช่วยเหลือ เราต้องต้อนรับให้ดีที่สุด ไม่ก้าวร้าวใส่ เอาใจเขามาใส่ใจเรา" พ.ต.ท.ชลิต บอกถึงสิ่งที่อยากปลูกฝังให้ตำรวจรุ่นใหม่ ที่ต้องเข้าถึงหัวใจของประชาชนให้ได้มากที่สุด และมองว่าตำรวจเป็นเพียงเครื่องมือของกฎหมายที่ไว้คอยช่วยเหลือประชาชนทุกระดับ โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด
สบายๆ สไตล์สีกากีฉบับนี้มาทำความรู้จักกับหนึ่งในนายตำรวจต้นแบบ จากคดีสืบสวนติดตามจับกุมคนหายชนิดกัดไม่ปล่อย ไม่เจอตัวคนหายไม่เลิกรา แถมงัดสารพัดวิธีทั้งไม้อ่อนไม้แข็งจนนำคนหายกลับสู่ครอบครัวได้หลายรายแล้ว แม้คดีคนหายจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยของสังคม แต่นายตำรวจผู้นี้กลับมองว่า "ธุระต้องใช่" และทำด้วยหัวใจกระตือรือร้นเหมือนเหตุร้ายๆ เกิดขึ้นในครอบครัวตัวเอง แม้คดีที่เคยสืบสวนติดตามมากว่า 10 คดี จะเป็นการหายตัวไปฉันชู้สาวหรือหนีหนี้ อันเกิดจากความสมัครใจก็ตาม (ฮา)
นอกจากจะเป็นนายตำรวจต้นแบบในการสืบสวนจับกุมคนหายแล้ว พ.ต.ท.ชลิต ยังได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่บุคคลสาขาอาชีพต่างๆ ตั้งแต่เด็กนักเรียนชั้นประถมยันบัณฑิตปริญญาตรี เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ทำงานอย่างโชกโชนตลอด 27 ปีที่รับราชการตำรวจมา โดยเฉพาะงานบริการบนโรงพัก การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตลอดจนงานเกี่ยวกับสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และสตรี ด้วยจิตใจและวิธีคิดที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง เวลาไปบรรยายตามโรงเรียนเขามักจะตัดไฟล์ข่าวอาชญากรรม ที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชน อาทิ รวบกระเป๋าหื่นฆ่าข่มขืนสาวประกัน, จับ 2 โจ๋แชทกามลวงสาวไฮไฟว์, ฆ่าข่มขืนสาวห้าง ฯลฯ เก็บไว้ในแฟ้มอย่างเป็นระเบียบ และยังมีพรีเซนเทชั่นเกี่ยวกับคดียาเสพติด ที่ก่อเหตุสยองแบ่งแยกเป็นคดีๆ เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าเมีย ฆ่าลูก ฯลฯ มานำเสนออย่างเห็นภาพ
"เอาความสูญเสียของคนมาเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เพราะตอนเขาเสียชีวิตต้องผ่านความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ถูกข่มขืน ผมเชื่อว่าจะช่วยแผ่บุญกุศลไปให้เขาด้วย ผมอาจคิดลึกซึ้งไปหน่อย (ฮา)" พ.ต.ท.ชลิต บอกถึงที่มาของการรวบรวมไฟล์ข่าวที่เกี่ยวกับความรุนแรงของเด็ก สื่อการสอนชั้นดีในการป้องกันภัยอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้
"ผมจะเอาประสบการณ์มาถ่ายทอดให้เด็กได้เรียนรู้ ไม่พลาดพลั้งกระทำผิด หรือพลาดพลั้งตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมรูปแบบต่างๆ ต้องสอนให้รู้จักสังเกต มีความคิด มีอุดมการณ์ ผมจะเหนื่อยมากเวลาสอนทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ที่จะอธิบายให้เขาเป็นผู้ก่ออาชญากรรมเสียเอง หรือต้องตกเป็นเหยื่อ ผมมองว่าการป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะยังไม่เกิดการสูญเสีย"
ส่วนเวลาออกปฏิบัติหน้าที่ พ.ต.ท.ชลิต มักจะพกพาความเมตตาสงสารติดตัวไปด้วยเสมอ ดั่งนักบุญที่ทนเห็นคนตกทุกข์ได้ยากไม่ได้ เช่น ตอนไปตรวจจับยาเสพติดแล้วพบเจอครอบครัวยายหลานอาศัยเพิงไม้หลังเล็กๆ ในสลัม ยังย้อนมาให้ความสนใจครอบครัวยายหลานหลังนั้นอีก ด้วยการติดต่อให้สังคมสังเคราะห์จังหวัดมาช่วยเหลือ บางครั้งหากมีโอกาสไปงานเลี้ยงหากมีอาหารเหลือ นายตำรวจผู้นี้จะเข้าครัวไปขออาหารนำไปแจกจ่ายให้เด็กวัด หรือเด็กๆ ในชุมชนแออัด ด้วยความเชื่อว่าหากคนมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีก็ไม่จะถูกผลักไปสู่สังคมที่เลวร้าย
"เคยพาเด็กในสลัมไปซื้อชุดนักเรียน ตั้งใจจะซื้อให้ 2 ชุด แต่แม่เขาเกรงใจบอกว่าซื้อให้ชุดเดียวก็ได้ แล้วค่อยซักทุกวันเอา ผมก็ไปซื้อที่ร้าน 2 ชุด พอเขารู้ว่าผมเป็นตำรวจก็ลดราคาให้ แถมยังให้ฟรีมาอีกชุดหนึ่ง ผมเชื่อว่าตำรวจสามารถเป็นความหวัง หยุดยั้งความชั่วร้าย ตำรวจเป็นสะพานเชื่อมไปถึงจิตใจคนที่อยากช่วยเหลือต่างๆ ได้" พ.ต.ท.ชวลิต เชื่อเช่นนั้น
ทุกวันนี้ พ.ต.ท.ชลิต ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่การช่วยเหลือด้านอาหารและอุปกรณ์การเรียนเท่านั้น เขากลายเป็นผู้อุปถัมภ์ให้ครอบครัวเด็กพิการคนหนึ่งใน จ.สมุทรสงคราม โดยระดมทุนจากเพื่อนและครอบครัว สร้างบ้านให้หลังละเกือบ 2 แสนบาท แถมยังให้เงินช่วยเหลืออีกเดือนละ 1,000 บาทด้วย
"เวลาฝนตกทุกครั้งผมจะนึกถึงบ้านหลังนั้น หญิงชรายากจนกับหลานชายวัย 11 ขวบ พิการซ้ำซ้อนเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ซอมซ่อ จะพังแหล่ไม่พังแหล่ หลังคารั่ว เวลาฝนตกน้ำหยดเป็นทาง เห็นแล้วสงสารมาก ผมมักพาลูกน้องไปดู ช่วยซ่อมบันได ให้พวกเขามองเห็นความทุกข์ยากของชาวบ้านที่ตำรวจอย่างเราสามารถช่วยเหลือได้ ผมยังรวบรวมเงินจากครอบครัวและเพื่อนๆ มาช่วยบริจาคสร้างบ้านปูนให้เขาในราคา 1.8 แสนบาท และไปเยี่ยมครอบครัวนี้ทุกเดือน น้องเขาชอบกินไส้กรอก ผมก็จะซื้อติดมือไปให้ทุกครั้ง" พ.ต.ท.ชลิต บอกอย่างภูมิใจ
บ่อยครั้งที่ พ.ต.ท.ชลิต พาเด็กชายพิการซ้ำซ้อนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายไปเที่ยวตามที่ต่างๆ พร้อมทั้งวางอนาคตเด็กชายผู้นี้ไว้ว่า หากยายเด็กสิ้นบุญก็จะพาไปฝากเลี้ยงที่บ้านรับเลี้ยงเด็กพิการปากเกร็ด จ.นนทบุรี สถานที่คุ้นเคยที่มักจะแวะเวียนนำอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นไปมอบให้เด็กๆ เป็นประจำ และทุกครั้งก็จะเกิดความรู้สึกสังเวชใจเสมอ
"ผมอดคิดถึงนักการเมืองไทยไม่ได้ อยากให้นักการเมือง คนโกงชาติบ้านเมืองไปดูพวกเด็กเหล่านี้ซะบ้าง...จะได้โกงกินกันน้อยลง" พ.ตท.ชลิต เปรยทิ้งท้าย ?
ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง
นัทพล ทิพย์วาทีอมร : ภาพ



