ข่าว

สังหารหมู่ฟิลิปปินส์สะท้อนการเมืองแดนเถื่อน

สังหารหมู่ฟิลิปปินส์สะท้อนการเมืองแดนเถื่อน

29 พ.ย. 2552

เหตุการณ์คนร้ายติดอาวุธกว่า 100 คน บุกปิดล้อมขบวนรถญาติของ เอสมาเอล มันกูดาดาตู นักการเมืองคนดังของจังหวัดมันกูอินดาเนา รวมทั้งทนายความ และผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ ในเมืองอัมปาตวน บนเกาะมินดาเนา ทางใต้ของฟิลิปปินส์ ก่อนจะสังหารหมู่ 57 ศพ

กลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก สำนักข่าวทั้งใหญ่และเล็ก ไล่ตั้งแต่สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น บีบีซี ไปจนถึงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ต่างพากันให้ความสนใจกับข่าวนี้และเกาะติดความเคลื่อนไหวของการติดตามตัวคนร้าย

 ด้วยเพราะเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสยดสยองให้แก่ผู้อ่านที่ได้เห็นภาพข่าวการกู้ศพแล้วศพเล่าขึ้นจากหลุมฝังเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความอุกอาจของกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายใดๆ

 เห็นได้จากเหยื่อที่เสียชีวิตนั้นเป็นถึงภรรยา และญาตินักการเมืองคนดังในพื้นที่ รวมทั้งทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และผู้สื่อข่าวที่ร่วมติดตามไปด้วย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักข่าวถึง 27 ศพ

 นับเป็นการสังหารนักข่าวรวมกันในคราวเดียวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในฟิลิปปินส์

 การสังหารยังตอกย้ำให้เห็นถึงภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแปภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงจะสร้างความช็อกแก่ผู้คนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่คนในพื้นที่ ทั้งชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ ซึ่งคุ้นเคยกับการใช้ความรุนแรงในแวดวงการเมืองดุเดือดของพื้นที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ยังสะเทือนขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 สภาพศพเหยื่อ ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และมีบางคนเป็นหญิงตั้งครรภ์ ต่างพรุนไปด้วยกระสุนหลายนัด แขนขาขาดหรือบิดเบี้ยวจากการโจมตีของคนร้าย บางศพถึงขนาดไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ได้ เนื่องจากใบหน้าถูกทำร้ายบิดเบี้ยวจนจำสภาพเดิมไม่ได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่า มีเหยื่อบางส่วนในจำนวนนี้ เป็นเพียงแค่คนขับรถสัญจรไปมา แต่ถูกลูกหลงด้วยเท่านั้น

 เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ ทำให้นางอาร์โรโยเผชิญกับแรงกดดันจากทุกด้านให้ค้นหาความจริง รวมทั้งนำความยุติธรรมมาให้เหยื่อที่เสียชีวิต ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยตัวเอ้คือพันธมิตรการเมืองคนสำคัญของนางอาร์โรโย

 ตำรวจที่เชื่อว่าเหตุการณ์ฆ่าสะท้านประเทศนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองแน่นอน เหตุเพราะนายมันกูดาดาตู ส่งภรรยาไปยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้ว่าการจังหวัดมันกูอินดาเนา แทนตัวเองที่ไม่ได้เดินทางไปเพราะถูกขู่ฆ่า

 ส่วนผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีนี้คือ อันดาล อัมปาตวน จูเนียร์ นายกเทศมนตรีเมืองอัมปาตวน ผู้เป็นบุตรชายของ อันดาล อัมปาตวน ซีเนียร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมันกูอินดาเนา นักการเมืองทรงอิทธิพลในพื้นที่ที่เป็นคู่แข่งการเมืองกับตระกูลมันกูดาดาตูมาตลอด โดยนายอัมปาตวนคนลูกนั้นเป็นสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลของนางอาร์โรโย ขณะที่นายอัมปาตวนผู้พ่อก็ใช้อิทธิพลช่วยให้นางอาร์โรโยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในพื้นที่นี้มาแล้ว

 แต่กระนั้น ทางการก็พยายามจัดการกับคดีนี้อย่างระมัดระวัง และพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่า คดีนี้จะดำเนินไปอย่างเป็นธรรม

 ผู้กำกับการลีโอนาร์โด เอสปินา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ ประกาศชัดว่า "เราจะไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย"

 หลังจากที่เหตุการณ์ได้รับการเปิดเผยสู่สายตาชาวโลก 2 วัน ในที่สุดนายอัมปาตวนคนลูก ก็ยอมมอบตัวต่อทางการแต่โดยดี พร้อมยืนกรานว่า ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะที่มีกระแสข่าวออกมาว่า ทางการใช้เวลาเจรจาเกลี้ยกล่อมกับตระกูลอัมปาตวน ให้ส่งอันดาล จูเนียร์ เข้ามาให้ปากคำเพื่อต้านทานกระแสกดดันจากหลายฝ่ายที่จับตามองคดีนี้อย่างใกล้ชิด

 เพราะผู้ต้องสงสัยนั้นแสนทรงอิทธิพล และมีความใกล้ชิดทางการเมืองกับผู้นำประเทศ

 นอกจากนี้ ทางการยังกวาดจับทหาร ตำรวจในพื้นที่อีกกว่า 300 คน ฐานต้องสงสัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารโหดนี้ รวมทั้งนายตำรวจระดับสูง 5 คน ที่ถูกนำตัวมาสอบปากคำที่กรุงมะนิลา พร้อมกับนายอัมปาตวนจูเนียร์ด้วย

 เป็นที่ทราบดีว่า การเมืองบนเกาะมินดาเนา มักเต็มไปด้วยความรุนแรง และมีการแข่งขันทางการเมืองระหว่างตระกูลต่างๆ อยู่เสมอ หนึ่งในคู่กรณีคือ ตระกูลมานกูดาดาตู กับตระกูลอัมปาตวน แต่ละกลุ่มก็จะมีกลุ่มติดอาวุธเป็นของตัวเอง และมักจะออกสังหาร และโจมตีฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ โดยเมื่อปี 2550 มีการฆ่านักการเมืองมากถึง 121 คน

 "การเมืองในมินดาเนาคือการเป็นเจ้าของอำนาจ สถานที่ราชการถูกมองว่าเป็นสมบัติส่วนตัว เป็นของตระกูล เป็นสิทธิที่ได้รับมาแต่กำเนิด และจะสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น" ซามิรา กูตอค หนึ่งในแกนนำยุวชนโมโร ที่คอยทำหน้าที่คนกลางช่วยรัฐบาลเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธมุสลิมในภาคใต้ของฟิลิปปินส์อธิบายให้ฟัง ก่อนจะคาดการณ์ว่า เหตุสังหารหมู่เมื่อวันจันทร์จะทำให้เกิดการนองเลือดมากกว่านี้ เพราะอีกฝ่ายคงต้องการ "ไรโด" หรือล้างแค้น

 "การแก้แค้นเป็นเรื่องธรรมชาติ" กูตอคกล่าว

 ด้าน ดอนนา เกสต์ รองผู้อำนวยการองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า การสังหารหมู่ครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงอันตรายที่ประชาชนทั่วประเทศต้องเผชิญก่อนการเลือกตั้งในปีหน้า เพราะแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่การรักษาความปลอดภัยของทางการในการเลือกตั้ง

 "รัฐบาลจะต้องขัดขวาง และต้องสลายกลุ่มติดอาวุธ และทหารพรานของกลุ่มตระกูลต่างๆ เหล่านี้ให้ได้" นางดอนนากล่าว

 ขณะที่แวดวงสื่อสารมวลชน ซึ่งสูญเสียสมาชิกจำนวนมากไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ต่างกราดเกรี้ยวในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 "ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนประวัติศาสตร์ความป่าเถื่อนของการเมืองของมินดาเนา ช็อกชาวฟิลิปปินส์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์หรือชาวมุสลิม" หนังสือพิมพ์เซบู เดลี นิวส์ ระบุ ขณะที่ หนังสือพิมพ์มะนิลา ไทม์ส ก็ระบุว่าเหตุการณ์นี้ ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการเมืองฟิลิปปินส์ยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า "อารยชน"

 "การสังหารหมู่ที่มีแรงจูงใจจากการเมืองนี้ป่าเถื่อน และร้ายกาจ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นอีกบทพิสูจน์ว่าการเมืองในฟิลิปปินส์ยังคงห่างไกลจะความมีอารยธรรม และประชาธิปไตย"

มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์