
ทำให้โปร่งใส จิตใจก็สบาย
ช่วงเวลาอย่างนี้เชื่อว่าหลายองค์กรอยู่ระหว่างการประเมินผลงานประจำปีเพื่อให้โบนัส และขึ้นเงินเดือน ซึ่งเล่นเอาเจ้านายบางคนเครียด ทำใจลำบากได้เหมือนกัน
แน่นอนว่าผมเองก็มีสองสถานะ เป็นทั้งผู้ถูกประเมินและผู้ประเมิน ถ้าตัดส่วนแรกออก หัวโขนในส่วนที่สองไม่ทำให้ผมกังวล จิตตกหรือเครียดเลย หนำซ้ำผมยังชิลด์ ชิลด์ ลงมือทำแบบสบายใจด้วย
งานนี้ต้องอาศัยเทคนิคส่วนตัว ซึ่งก็ไม่ใช่ความลับอะไร ขออาศัยเวทีนี้บอกเล่าเป็นข้อๆ ให้ฟัง
ต้องมีมาตรฐาน เดาเองว่าองค์กรส่วนใหญ่มีแบบฟอร์มอยู่แล้ว แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าแยกออกเป็นหลายระดับ เพราะข้อปลีกย่อยที่ใช้วัดไม่เท่ากัน ถ้าใครไม่มีต้องรีบบอกฝ่ายเอชอาร์ด่วน ผมว่าคงไม่ดีแน่ ถ้าให้แต่ละคนสร้างฟอร์มขึ้นมาเอง เพราะใครที่เจอนายที่เคี่ยว ลูกน้องมีหวังตายอย่างเดียว
แต่ถึงจะมีก็เถอะ ต้องระวังด้วยครับ ฟอร์มที่ดีต้องอธิบายกฎเกณฑ์ให้ละเอียด ไม่คลุมเครือ อย่าให้ต้องตีความ เพราะสมองมีไม่เท่ากัน อย่าลืมว่าการตัดสินชะตาคนคนหนึ่ง มักจะมีอารมณ์มาเกี่ยวด้วยเสมอ กติกาที่ชัดเจน จึงเป็นกรอบที่สร้างความเป็นธรรมได้
หาที่ให้คะแนน ผมนึกเสมอว่างานประเมินผล คล้ายๆ กับครูที่ต้องตรวจข้อสอบนักศึกษา ซึ่งมีอยู่สองทัศนคติใหญ่ๆ คือ หาที่ให้หรือหาที่ตัดคะแนน
ส่วนตัวนิยมในอย่างแรก ผมจะพยายามนึกข้อดีทุกๆ อย่างเท่าที่จะทำได้ ประสบการณ์สอนว่า แม้ผลลัพธ์คือเป้าประสงค์ใหญ่ แต่ความตั้งใจ ความเพียรพยายามระหว่างทางเป็นคุณค่าที่ไม่ควรมองข้าม
ลำเอียงได้แต่ต้องยุติธรรม ขึ้นชื่อว่าคนยังไงก็มีลำเอียง ตลอดปีที่ผ่านมาเราอาจดุใครบ้าง หรือชมบางคนมากกว่า อาการแพ้ทางคนใดคนหนึ่งก็อาจมีให้เห็น แต่เมื่อถึงเวลา ต้องตัดเรื่องพรรค์นี้ให้หมด เวลานี้ไม่ใช่เวลาแก้แค้นใคร ไม่ใช่ธุระที่จะต้องลำเอียงหรือโปรคนใดเป็นพิเศษ ต้องยุติธรรมตามจริง
กระจกมองตัวเอง ทฤษฎีว่าไว้ ต้องเปิดโอกาสให้คนมองตัวเอง เขียนเล่าผลงานที่ช่วยเตือนความจำเจ้านาย และช่วยลดทอนช่องว่างของการมองต่างกันให้แคบลง เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ดีที่สุด
ระวังอีกนิด คนเราเก่งไม่เท่ากัน ผมเคยให้ลองเขียนและพบความแตกต่าง บางคนเขียนชัด มีตัวเลขสนับสนุน จับต้องได้ บางคนเขียนสั้น บางคนเขียนกว้างพรรณนาโวหารเต็มที่ หน้าที่ของเราต้องบอกหลักการเขียน และมีกรอบให้ เพื่อความเท่าเทียมเสมอภาคกัน
ใส่ใจในภาษาเขียน ผมคิดเสมอว่าภาษาสื่อความหมาย อย่านึกอะไรก็เขียน บางคำดูเป็นลบมากอย่าใส่ ให้พูดและสอนเอา อย่าลืมว่ากระดาษคือหลักฐานทุกอย่าง ผมจะใช้วิธีแปลงให้เป็นคำเชิงบวกให้หมด แล้วไม่ลืมที่จะอ่านทบทวน ก่อนส่งอนุมัติครั้งสุดท้าย
เข้าใจระบบโควตา โดยพื้นฐานไม่มีคนไหนที่คิดว่าตัวเองทำน้อยกว่าคนอื่น ผมจึงใช้วิธีปลูกฝังระบบโควตาตามนโยบายองค์กรให้เข้าใจ และคิดว่าเป็นสากลที่สุดที่ยอมรับได้
ในเรื่องนี้ หนังสือ “มุมมองจากประสบการณ์ คุณบุญคลี ปลั่งศิริ” อดีตซีอีโอ ค่ายชินคอร์ป พูดได้น่าสนใจ ที่ผมจำได้ถึงทุกวันนี้ --- ผมอยากเห็นคนได้โบนัส 1 เดือน กับ 8 เดือน ไม่ใช่มีแค่ 3 กับ 4 เดือน เพราะถ้ายังไม่มีน้อยสุดกับมากสุด แสดงว่าคุณยังไม่สามารถแยก Good กับ excellent ได้
เวลาอธิบายเรื่องนี้ก็สำคัญ จริงอยู่ผมใช้ทฤษฎีเดินเรื่อง แต่ก็ใช้ใจพูดด้วย ทุกคนคือเพื่อนกัน ถ้า
ใครได้ผลประเมินดีกว่า เราก็ต้องดีใจกับเขา ร่วมชื่นชม และแปรความผิดหวังให้เป็นพลังใจต่อสู้ต่อไป
จริงๆ แล้ว ผมมีหลักคิดมากกว่านี้ แต่เลือกเอาเฉพาะที่คิดว่าใช่มาบอกก่อน ซึ่งไม่มีอะไรมากกว่าทำด้วยใจเป็นกลาง โปร่งใสให้ถึงที่สุด
ผมจะดีใจมากถ้าคนอ่านเห็นประโยชน์ เอาไปปรับใช้ แต่จะดีใจที่สุด ถ้ามีคนบอกว่าของอย่างนี้รู้อยู่แล้ว เพราะเท่ากับว่าวิธีคิดของเราไม่ได้แปลกกว่าคนอื่น
แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไร รุ่นพี่คนหนึ่งยกคำพูดของท่าน ว.วชิรเมธี จากรายการทีวีไว้ ถ้าจำไม่ผิด ประมาณว่า “คนชมก็เข้าท่า คนด่าก็เข้าที” ครับ…
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



