
ตรวจสุขภาพเงินวันนี้ก่อนเป็นหนี้นอกระบบ
เหลืออีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น ที่บรรดาลูกหนี้ นอกระบบ ทั้งหลายต้องเตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมเอกสาร ไปไถ่ถอนอิสรภาพทางการเงินให้ตัวเองเป็นการชั่วคราว เพราะรัฐบาลเปิดทางให้ลูกหนี้นอกระบบที่ถูกโขกดอกเบี้ยจากเจ้าหนี้นอกระบบ (เหมือนกัน) สามารถยื่นความจำนง
รายละเอียด เงื่อนไข กฎ กติกา มารยาท คงไม่ต้องพูดถึง เพราะ “คม ชัด ลึก” รายงานทุกซอกทุกมุมไปก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้งหลายครา
ปัญหาคือ หลายคนไม่เชื่อว่า มาตรการนี้จะช่วยทำให้บรรดาลูกหนี้ทั้งหลายพ้นทุกข์ถาวร โดยเฉพาะโอกาสที่จะหวนคืนสู่วงการ “กู้นอกระบบ” อีกครั้ง ดูเหมือนจะเกิดขึ้นแบบ 100%
ตอกย้ำด้วยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2552 ที่ระบุถึงสถานการณ์ความยากจนของประเทศว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยมี "รายได้" เพิ่มขึ้น แต่ "รายจ่าย" ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
แต่ประการสำคัญ อยู่ที่หนี้สินภาคครัวเรือนยังคงพุ่งสูงขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่มีหนี้สินต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น หากจำแนกตามการมีหนี้สินและจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือน ตามวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมในปี 2552 พบว่ามีมูลค่าหนี้สินสูงถึง 133,293 บาทต่อครัวเรือน เทียบกับปี 2550 ซึ่งมูลค่าหนี้ต่อครัวเรือนอยู่ที่ 116,681 บาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 6.9%
โดยในปี 2552 สัดส่วนของจำนวนครัวเรือนที่เป็นหนี้มีมากถึง 61.8% ขณะที่กลุ่มของครัวเรือนที่ไม่มีหนี้มีเพียง 38.2%
อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนที่มีหนี้และจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือน มีสัดส่วนลดลงต่อเนื่องจากปี 2547 โดยสัดส่วนคนมีหนี้อยู่ที่ 66.4% คิดเป็นมูลค่าหนี้ 104,571 บาทต่อครัวเรือน
ส่วนปี 2549 สัดส่วนคนมีหนี้อยู่ที่ 64.4% คิดเป็นมูลค่าหนี้ 116,585 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่ปี 2550 สัดส่วนคนมีหนี้ลดลงมาเหลือ 63.4% คิดเป็นมูลค่าหนี้ 116,681 บาทต่อครัวเรือน
ผลสำรวจยังพบว่า เมื่อนำรายได้-ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน และจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนทั้งสิ้น จำแนกตามสถานะทางเศรษฐกิจสังคมของครัวเรือนปี 2552 มาประเมินจะพบว่า รายได้และค่าใช้จ่ายในปี 2552 เปรียบเทียบกับปี 2550 ไม่ได้มีสัดส่วนเปลี่ยนแปลง
โดยรายได้ปี 2550 มีมูลค่า 18,660 บาทต่อเดือน ขณะที่รายจ่ายมี 14,500 บาทต่อเดือน ส่วนปี 2552 รายได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21,135 บาทต่อเดือน รายจ่ายอยู่ที่ 16,255 บาทต่อเดือน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า แม้รายได้ประชากรจะเพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย ทำให้ส่วนต่างของหนี้สินครัวเรือนไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะปัญหา “หนี้นอกระบบ” หรือปัญหารายได้กับค่าใช้จ่ายที่ไม่สัมพันธ์กัน ต่างล้วนเป็นเรื่องที่สามารถ “ป้องกัน” ได้ และกลายเป็นเรื่องที่องค์กรต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญ อย่างล่าสุดทาง “เอไอเอ ประเทศไทย” หรือบริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ได้รณรงค์จัดกิจกรรม “ตรวจสุขภาพทางการเงินเคลื่อนที่” เพื่อให้บริการแก่คนไทยใน 22 จังหวัด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2553
“สัตยา เทพบันเทิง” ผู้จัดการทั่วไป-ตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย บอกว่า หลังจากบริษัทได้เริ่มโครงการตรวจสุขภาพทางการเงิน "เอไอเอ ไฟแนนเชียล เฮลธ์ เช็ก” ตั้งแต่ปี 2549 ปรากฏว่า สามารถช่วยให้ลูกค้าได้รับทราบถึง “สถานะทางการเงินที่แท้จริง” ในปัจจุบัน และช่วยให้การวางแผนการเงินเป็นระบบ สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินและความต้องการที่สำคัญๆ และยังสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ล่าสุดบริษัทจึงจะออกตระเวนไปให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมให้คำ ปรึกษาการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นระบบแก่ผู้ที่สนใจทั่วประเทศ
“รูปแบบของกิจกรรม เราได้พัฒนาเกมวางแผนการเงิน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สนุกสนานกับสถานการณ์จำลองที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงกับชีวิตประจำวันของทุกคน ที่จะเป็นบททดสอบเบื้องต้นว่า ปัจจุบันเรามีความพร้อมทางการเงินที่จะก้าวสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุขแล้วหรือยัง”
สำหรับการตรวจสุขภาพทางการเงิน เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล พร้อมค้นหาความต้องการที่แท้จริง การจัดลำดับความสำคัญของความต้องการต่างๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินและความต้องการที่สำคัญๆ ในอนาคต รวมทั้งรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นตรวจสุขภาพทางการเงินใน 4 ด้านหลักคือ 1.หลักประกันรายได้ของครอบครัว 2.เงินออมเพื่อการศึกษา 3.เงินออมเพื่อการเกษียณ 4.ค่าใช้จ่ายเนื่องจากอุบัติเหตุและสุขภาพ
เข้าตำรา “(ป้อง) กันไว้ดีกว่าแก้” เพราะไม่เช่นนั้น “ถ้าแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน”
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



