ข่าว

สตรีอินโดนีเซียเปิดใจเล่าถูกหลอกพัวพันคดีคิมจองนัมได้อย่างไร

สตรีอินโดนีเซียเปิดใจเล่าถูกหลอกพัวพันคดีคิมจองนัมได้อย่างไร

05 ต.ค. 2562

วิบากกรรมของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกหลอกไปพัวพันคดีดังสะท้านโลก

 


การปลิดชีวิต คิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเมื่อสามปีก่อน เป็นฆาตกรรมปริศนาและดราม่าแห่งการลอบสังหารที่สุดคดีหนึ่งก็ว่าได้ 


คิมจองนัม ตายอย่างทรมาน เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2560  หลังถูกป้ายสารทำลายประสาทวีเอ็กซ์ ที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ที่มีผู้คนพลุกพล่านกลางวันแสกๆ ขณะเตรียมเดินทางกลับมาเก๊า  จากฝีมือของผู้หญิงสองคน เป็นชาวเวียดนามกับอินโดนีเซีย 

 


โลกต้องตะลึงขึ้นไปอีกเมื่อทั้งสองยืนกรานว่าถูกหลอกมาทำคลิปแผลงๆเพื่อแชร์บนเวบไซต์ยูทูบ  ไม่รู้ว่านั่นคือฆาตกรรมช็อกโลก 

 


แม้ยืนยันในความบริสุทธิ์ แต่สิติ ไอซ์เยาะห์ กับเพื่อนนักแสดง เดือง ธี เฮือง ชาวเวียดนาม ต้องติดคุกถึงสองปี โดยมากเป็นการขังเดี่ยว ก่อนคดีพลิกอีกรอบ จู่ๆศาลก็ตัดสินยกฟ้องข้อหาฆาตกรรม เมื่อเดือนมีนาคม  ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง คดีพลิกปล่อยตัวสาวอินโดนีเซียผู้ต้องสงสัยสังหาร"คิมจองนัม"

 


จากนั้นมา ข่าวคราวของสิติก็เงียบหาย ไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อโลกอีก นับจากเธอเดินทางกลับหมู่บ้านห่างไกลในชนบทอินโดนีเซีย เริ่มต้นชีวิตใหม่ กระทั่ง เดลีย์เมล์ สื่ออังกฤษ ตามไปสัมภาษณ์ เธอตัดสินใจบอกเล่าวิบากรรมสุดพิสดารแบบละเอียดครั้งแรก 

 

 

สตรีอินโดนีเซียเปิดใจเล่าถูกหลอกพัวพันคดีคิมจองนัมได้อย่างไร

 

 


รู้สึกผิด แค้น และสับสนงุนงน คือความรู้สึกที่สิติ บรรยายกับการถูกฆาตกรตัวจริงหลอกใช้โดยไม่สนใจว่าเธอจะอยู่หรือตาย  เป็นความฟลุกที่เธอไม่ได้ตายเพราะสารพิษไปด้วย  

 

 

แม่ลูกหนึ่งกลั้นน้ำตาขณะเล่าว่า "ไม่รู้เลยว่าทำอะไรลงไป พวกเขาบอกฉันว่าจะปั้นฉันเป็นดารา ฉันโง่มากที่หลงชื่อง่ายดาย ฉันไม่รู้ว่า คิม จอง อึนเป็นใครมาก่อนเลย ไม่รู้กระทั่งว่าเกาหลีเหนืออยู่ที่ไหน ฉันรู้สึกแย่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคิมจองนัม หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่ตกลงทำเรื่องแบบนี้"  

 


หลังออกจากคุก สิติค้นชื่อตัวเองทางอินเทอร์เน็ต จึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เธอได้แต่คิดว่าถูกจับในคดีฆาตกรรมบุคคลสำคัญขนาดนี้ได้อย่างไร เธอแค่ผู้หญิงคนหนึ่งจากหมู่บ้านเล็กๆ จบแค่ชั้นประถม และเชื่อว่ามันคือการเล่นแผลงๆเท่านั้นเอง 


สิติออกจากโรงเรียนตอนอายุ 12 แต่งงานมีลูกชายตอนอายุ 17 แต่อยู่กินได้ 3 เดือน สามีติดการพนัน ติดผู้หญิง ไม่เคยหาเลี้ยงครอบครัว เธอเลิกกับสามี และทิ้งลูกชายให้พ่อแม่ของสามีดูแล ก่อนถูกหลอกไปค้าประเวณีในกรุงกัวลาลัมเปอร์  

 


ในปี 2560 เธอทำงานนวดอยู่ที่โรงแรมฟลามิงโกและรับแขกตอนกลางคืนที่ บีช คลับ คาเฟ 


เช้าวันหนึ่งของเดือนมกราคม สิติได้พบกับคนขับแทกซี่ที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล 

 

สตรีอินโดนีเซียเปิดใจเล่าถูกหลอกพัวพันคดีคิมจองนัมได้อย่างไร

รี จี อู 

 


คนขับแทกซี่คนนั้นบอกว่า มีลูกค้าญี่ปุ่นกำลังมองหาคนมาแสดงในรายการเรียลริตีทีวี และเธอก็มีรูปร่างหน้าตาแบบที่ต้องการ วันถัดไป เธอได้พบกับผู้ชายชื่อ “เจมส์” ที่ห้างสรรพสินค้าหรูแห่งหนึ่ง อ้างว่าเป็น โปรดิวเซอร์ทีวี ทำรายการแนวแอบถ่ายเผยแพร่คลิปทางยูทูบ 

 

 

 


แท้จริงแล้ว เจมส์ มีชื่อจริงว่า รี จี อู เป็นสายลับเกาหลีเหนือวัย 30 ปี เขาพูดภาษาอินโดเซียไม่ได้ แต่ใช้ กูเกิล ทรานสเลท ช่วยสื่อสารแทน 

 


งานแรกของสิติ คือเเดินเข้าไปหาชาย 3 คนแบบสุ่ม ที่ห้างแห่งหนึ่ง และป้ายเบบี้ ออย์ ก่อนกล่าวขอโทษและเดินหนี ขณะที่เจมส์ใช้ไอโฟนอัดคลิป การแสดงเพียงแค่นั้นแต่ได้ค่าจ้างถึง 3,000 บาท 

 

 

เจมส์บอกพอใจผลงานและจะมีงานแบบนี้ให้ทำอีก สิติเล่าว่าเธอประหม่ามากกับการแสดงในตอนแรก กลัวว่าจะถูกต่อว่าแรงๆหรือลงไม้ลงมือ ขณะมีคำถามว่าทำไมคนถึงอยากชมคลิปแบบนี้  เจมส์บอกว่าผู้ชมญี่ปุ่นชอบดู และบอกด้วยว่าจะตัดต่อคลิปวิดีโอออกอากาศทางโทรทัศน์ที่สิงคโปร์ด้วย 

 

 

“ฉันได้ค่าจ้าง 400 ริงกิตกับงานแค่ 15 นาที ขณะทำงานนวดในโรงแรม ได้แค่ 20 ริงกิตต่อลูกค้า 1 คน” เป็นเหตุผลที่เธอดีใจได้งานทำ

 


หลังจากนั้น เจมส์เรียกตัวสิติไปเข้าฉากแบบเดียวกันในอีกห้างหนึ่ง และที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์  เหมือนกันทุกครั้ง เจมส์จะนำโลชั่นมาให้ จากนั้น เธอเดินประชิดเป้าหมายจากด้านหลังและแอบป้ายไวๆที่หน้า เสร็จแล้วก็ขอโทษ และเดินหนีอย่างรวดเร็ว ก่อนมารับค่าจ้าง โดยตอนหลัง ค่าตัวเพิ่มเป็นประมาณ 3,700 บาทต่อครั้ง 

 


กว่าจะรู้ว่าทั้งหมดที่ทำมา คือการฝึกซ้อมเพื่อภารกิจใหญ่ครั้งเดียว คือลอบสังหาร 

 


เจมส์บอกเธอว่า จะพาเธอไปอเมริกา เธอถึงกับนำหนังสือเดินทางไปให้กับเขาเพื่อเดินเรื่องขอวีซ่า เธอตื่นเต้นมาก วาดฝันชีวิตของเธอจะเปลี่ยนไป ทิ้งชีวิตเก่าๆไว้ข้างหลัง นอกจากนี้  แม่ลูกหนึ่งวัย 24 ปีขณะนั้นยอมรับว่าแอบมีใจให้กับเจมส์ และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอขจัดความสงสัยต่างๆไปได้ง่ายๆ 


“ฉันชอบเขา เพราะเขาหล่อ แต่เขาขี้อายเวลาอยู่กับผู้หญิง” สิติเล่า 

 

 


จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ สิติเดินทางไปกัมพูชา ไปพบกับโปรดิวเซอร์อีกคน ชื่อ มิสเตอร์ ชาง ซึ่งจริงๆก็คือ ฮอง ซอง ฮัก สายลับเกาหลีเหนืออีกคนหนึ่ง  ชางพูดภาษาอินโดนีเซียได้  ขณะที่งานการแสดงยังคงเหมือนเดิม ถ่ายทำคลิปแนวล้อกันเล่น ในกรุงพนมเปญและกัวลาลัมเปอร์ 

 


สองวันก่อนลอบสังหารคิมจองนัม  สิติ เดินทางกลับไปที่กัวลาลัมเปอร์ ชางให้โบนัสเธอ 200 ดอลลาร์  อ้างว่านายจ้างของเขาพอใจผลงานของเธอในพนมเปญ  และบอกด้วยว่า งานต่อไป จะทำให้เธอโด่งดังระดับโลก 

 

 

 

สตรีอินโดนีเซียเปิดใจเล่าถูกหลอกพัวพันคดีคิมจองนัมได้อย่างไร

 

 

สิติเดินทางไปที่ร้านกาแฟในสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เพื่อพบกับ มิสเตอร์ ชาง เพื่อฟังแผนงานใหม่  ชางบอกเธอว่าการแสดงคราวนี้จะต่างออกไปเล็กน้อย  นอกจากเขามีเป้าหมายเฉพาะในใจอยู่แล้ว ยังมีนักแสดงอีกคนที่จะเข้าไปประชิดตัวเป้าหมายจากอีกทางหนึ่ง แต่เหมือนกับครั้งก่อนๆ “ผู้กำกับ” หยิบขวดเล็กๆเท่ากับขวดแชมพูในห้องพักโรงแรม เทของเหลวใส่มือของเธอ ชี้ไปที่เป้าหมายซึ่งอยู่ในเลานจ์ผู้โดยสารขาออก  ชางบอกเธอว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นบิ๊กบอสบริษัท เขาค่อนข้างถือตัวและอาจโกรธได้ ดังนั้น  ต้องรีบลงมือและหนีออกมาโดยเร็วที่สุด 

 


ขณะอีกสองก้าวจะถึงตัวชายที่รู้ในภายหลังว่าคือคิมจองนัม จู่ๆ เฮืองโผล่มาอีกทาง และใช้มือปิดตาของเขา เขาไม่พอใจและหงุดหงิด สิติคิดตอนนั้นว่าเขาน่าจะเป็นคนรวย ดูเขาโกรธมาก และอาจแจ้งความจับพวกเธอ 

 

 

 

 


ตอนแรก เจ้าหน้าที่ข่าวกรองคาดว่า มือสังหารแต่ละคน อาจใช้สารเคมีคนละตัวที่ไม่เป็นอันตรายกับตัวเอง แต่เมื่อผสมกันแล้วจะเป็นอันตราย  แต่ความจริง ทั้งสองคนนี้ใช้ยาพิษ วีเอ็กซ์ และหลังจากที่หนีไปคนละทางก็ตรงไปห้องน้ำล้างคราบเหนียวๆที่มือทันที ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่ไม่ได้รับอันตราย 

 


หลังเสร็จจากการแสดง สิติ ยังไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าที่สนามบิน 3 ชม. ซื้อเสื้อผ้าและรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนกลับไปทำงานนวดที่โรงแรมฟลามิงโกระหว่างรอจ๊อบถ่ายทำครั้งต่อไป  โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเธอเป็นดังแล้วในตอนนั้น  

 


เมื่อตำรวจบุกจับกุมตัวในสองคืนต่อมา  เธอยังคิดว่าอาจเป็นการถ่ายทำคลิปล้อเล่นอีกคลิปเท่านั้น ตำรวจถามว่า วันที่ 13 เธออยู่ที่ไหน ไปที่สนามบินหรือไม่ เธอตอบตามตรงว่า ใช่ ไปถ่ายทำภาพยนตร์ ตำรวจถามว่าถ้าถ่ายทำภาพยนตร์ เหตุใดไม่ขออนุญาตก่อน จากนั้นนำตัวเธอไปสถานีตำรวจ ซึ่งเธอก็คิดว่าอาจเป็นการสุ่มตรวจแรงงานต่างชาติ 

 


เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ ได้รับแจ้งว่า เธอพัวพันกับเหตุฆาตกรรมพี่ชายต่างมารดาของผู้นำเกาหลีเหนือ สิติหัวเราะและบอกว่า ล้อเล่นแน่ๆ ทั้งยังขอให้ตำรวจคืนพาสปอร์ต และโทรศัพท์มือถือ ตำรวจโกรธและจับเธอสวมกุญแจมือ สิติถูกพาตัวไปตรวจที่โรงพยาบาล และต่อมา พบร่องรอยสารวีเอ็กซ์บนเสื้อที่เธอใส่ไปสนามบิน 

 


สองสัปดาห์ผ่านไป เธอจึงได้รับอนุญาตให้คุยกับทนายความ ก่อนไปขึ้นศาลรับฟังข้อหาฆาตกรรม ความผิดที่มีโทษถึงประหารในมาเลเซีย เธอกลัวสุดขีดเมื่อรู้ว่าอาจถูกประหารชีวิต และสับสนอย่างมากว่ามาอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไร เธอร้องไห้ทุกวันตลอดสามเดือน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กลัวไม่ได้เห็นหน้าลูกชายอีกครั้ง 

 


ระหว่างรอพิจารณาคดี สิติถูกขังเดี่ยว 1 ปี นอกจากได้เจอเจ้าหน้าที่จากสถานทูตและทนายมาเยี่ยม ก็มีผู้คุมที่เฝ้าเธอมักเยาะเย้ยและล้อเลียน เช่นถามว่า อยากฆ่าตัวตายไหม  มีอีกครั้งที่ผู้คุมคนหนึ่งบอกว่าหากไม่ยอมสารภาพ เกาหลีเหนือจะทิ้งระเบิดใส่อินโดนีเซีย บ้านเกิดของเธอ 

 


เมื่อศาลยกฟ้อง ได้รับการปล่อยตัว สิติกลายเป็นคนดังอีกครั้ง เธอได้รับการปฏิบัติราววีไอพี  ได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวกลับบ้านเกิด เข้าพบประธานาธิบดีโจโก วิโดโด และมีคนดูแลความปลอดภัยที่หมู่บ้านสองเดือน 


ปัจจุบัน สิติกำลังเรียนเป็นช่างเสริมสวย และอยากทิ้งทุกอย่างเป็นอดีต อยากมีอนาคตที่ดี  และหวังจะเจอผู้ชายดีๆแต่งงานด้วย