ข่าว

หอค้าดันแผนฯฉบับเอกชนให้อภิสิทธิ์สัปดาห์หน้า

หอค้าดันแผนฯฉบับเอกชนให้อภิสิทธิ์สัปดาห์หน้า

29 พ.ย. 2552

หอการค้าไทย ชงยุทธศาสตร์ชาติฉบับเอกชนให้นายกฯ สัปดาห์หน้า เน้นเจาะกลุ่มพัฒนาเศรษฐกิจเชิงลึก 7 กลุ่มธุรกิจหลัก ชี้เหตุไทยย่ำอยู่กับที่ เกิดจากคนกำหนดแผน-คนปฏิบัติไม่ใช่คนเดียวกัน ซัดรัฐเขียนแผนรองรับนโยบายตัวเอง แถมยังถูกซ้ำเติมจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ

 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยความคืบหน้าการประชุมหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 27 ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2552 ว่า  ปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากแผนการพัฒนาประเทศ ไม่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ ในการนำไปปฏิบัติและไม่เกิดการบูรณาการ  ขาดความต่อเนื่องของการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผน โดยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาไทยจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปแล้วถึง 10 ฉบับ ซึ่งประสบความสำเร็จเฉพาะในช่วงแรก เท่านั้นแต่ช่วงหลังการปฏิบัติงานของรัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มักไม่สอดคล้องกับแผนที่กำหนดไว้ ทำให้ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้

 "สาเหตุสำคัญที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไม่พัฒนา เพราะมาจากผู้กำหนดแผน กับผู้นำแผนไปปฏิบัติไม่ใช่ชุดเดียวกัน ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติ รวมถึงรัฐบาลใหม่ก็จะเขียนแผนขึ้นมารองรับนโยบายของตน  สิ่งนี้ทำให้เราไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกต้องอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่กลับเดินวนอย่างไร้ทิศทาง จนกลายเป็นย่ำอยู่กับที่ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน แถมยังเผชิญมรสุมจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงยากลำบากมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน” นายดุสิตกล่าว
 
       จากปัญหาดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนต้องหันมาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของประเทศฉบับนักธุรกิจเอง เพื่อเป็นเข็มทิศและแนวทางให้เอกชนพัฒนาธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า รวมทั้งรองรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี 2558 และเพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในเวทีโลก สำหรับแผนยุทธศาสตร์ฉบับภาคเอกชนจะประกอบด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนา 7 กลุ่มธุรกิจ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และความต้องการของแต่ละกลุ่มจังหวัด
 
         ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเกษตร ประมง และอาหาร 2.ธุรกิจบริการสุขภาพ 3.ธุรกิจการค้าชายแดน 4.ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ   5.ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 6. ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และ 7.ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ

 นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังตั้งเป้าหมายที่จะเร่งลดต้นทุนด้านการขนส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า เปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่ทางราง และทางน้ำมากขึ้น เพื่อปรับระบบขนส่งทางบกสู่ระบบสากล ผลักดันการจัดตั้งศูนย์เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ และรองรับการเชื่อมโยงในภูมิภาค รองรับการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ของอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์จาก 19% ของจีดีพี  ให้เหลือ 15% ภายในปี 2555 โดยจะต้องลดต้นทุนด้านขนส่งสินค้าให้เหลือ 6.7% ลดต้นทุนด้านการเก็บรักษาให้เหลือ 6.6% ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนด้านบริหารจัดการ

 “สัปดาห์หน้าเราจะนำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการพิจารณากำหนดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหรือเป็นส่วนหนึ่งแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศต่อไป ซึ่งผมเชื่อว่าแผนยุทธศาสตร์นี้จะเป็นแผนงานที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวออกจากการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง และพร้อมรับการแข่งขันได้ในอนาคต” นายดุสิตกล่าว

 ด้านนายณรงค์ คองประเสริฐ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมความพร้อม และวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ จากการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เพราะตลาดที่ใหญ่ขึ้นจาก 60 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องปรับวิสัยทัศน์ และปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
 
           อย่างไรก็ตาม จะต้องใช้นโยบายส่งเสริมเชิงรุก ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการค้าชายแดน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคเหนือ สำหรับเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของ จ.เชียงใหม่ เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และอัตราการเข้าจองห้องพัก ที่เพิ่มขึ้นเป็น 60% จากเดิม 30%

          นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง รวมถึงลผลิตทางการเกษตรแปรรูป ที่ส่งออกไปญี่ปุ่น และยุโรป ในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 อีกทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้น 70% จากเดิม 30% เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ คาดว่า เศรษฐกิจเชียงใหม่ปีนี้ จะขยายตัวติดลบ 3% และจะฟื้นตัวเป็นบวกในไตรมาส 4 ส่งผลให้ในปี 2553 เศรษฐกิจเชียงใหม่จะขยายตัวเป็นบวก ที่ 2-3 %