
การผูกขาดกับความเหลื่อมล้ำในภาคธุรกิจ
การผูกขาดถือเป็นช่องทางในการแสวงหากำไร ทางลัด ของธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดสามารถสร้างกำไรได้อย่างง่ายดาย โดยการขึ้นราคาสินค้าหรือค่าบริการโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเททรัพยากรเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เหนือคู่แข่ง
นอกจากนี้แล้ว ธุรกิจที่มีอำนาจผูกขาดในตลาดดังกล่าวยังสามารถเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งคู่แข่งเพื่อที่จะครอบครองตลาด การผูกขาดจึงเป็นการถ่ายโอนทรัพย์สินจากผู้บริโภคหรือจาก ธุรกิจขนาดย่อม ที่มักเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้งไปยัง ธุรกิจที่ผูกขาด หากภาครัฐไม่เข้ามาป้องกันและปราบปรามพฤติกรรมที่เป็นการผูกขาดในภาคธุรกิจแล้ว การถ่ายโอนกำไรดังกล่าวอย่างต่อเนื่องย่อมนำไปสู่การสะสมทุนของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งนับวันจะยิ่งทรงพลังทางเศรษฐกิจมากขึ้น และเมื่อกลุ่มทุนผูกขาดเหล่านี้สามารถเข้ามาครอบงำกลไกของภาครัฐได้ โดยการเอื้อผลประโยชน์ให้แก่นักการเมืองซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายหรือแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกฎ กติกา ผู้บริโภคและธุรกิจขนาดย่อมก็จะไร้ที่พึ่งพาเมื่อรัฐกลายเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจขนาดใหญ่ มิใช่ผู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของสาธารณะดังที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้แล้ว ความเหลื่อมล้ำของรายได้ในภาคธุรกิจก็จะนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เมื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของประชากรจำนวนมากไม่มี “พื้นที่ทำกิน”
การที่ส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้นสืบเนื่องมาจากบริษัทกลุ่มนี้มีอัตราการขยายตัวของรายได้ที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ในช่วงปี 2547-2551 กลุ่มบริษัทดังกล่าวมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 ในทุกปี ยกเว้นปี 2550 ที่ลดลงเหลือร้อยละ 9.31 แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของรายได้ของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก การที่รายได้ของบริษัทกลุ่มนี้สูงมากสืบเนื่องมาจากการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วของ บมจ.ปตท. และบริษัทลูกซึ่งมีรายได้รวมกันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 45 ของรายได้รวมของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด
การศึกษานี้พบว่า บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ส่วนมากประกอบกิจการในภาคเศรษฐกิจที่ไม่มีการค้าขายสินค้าหรือบริการข้ามประเทศ (non traded sector) เช่น ธุรกิจพลังงาน โทรคมนาคม การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง การธนาคาร อสังหาริมทรัพย์
ลักษณะที่โดดเด่นของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์อีกประการคือ การเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ประกอบกิจกรรมที่หลากหลาย (conglomerate) และประกอบธุรกิจแบบครบวงจร
คณะผู้วิจัยขอย้ำว่า การมีบริษัทขนาดใหญ่เป็นสิ่งที่ดี มิใช่สิ่งที่ไม่ดี บริษัทขนาดใหญ่ที่เติบโตมาจากความสามารถของตนเอง ย่อมเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งเราควรจะภาคภูมิใจและให้การส่งเสริมในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น การวิจัยและพัฒนา ซึ่งบริษัทขนาดย่อมไม่สามารถทำได้ แต่หากบริษัทขนาดใหญ่เติบโตโดยการพึ่งพากฎกติกาของรัฐที่เอื้อต่อการผูกขาด (ทำธุรกิจทางลัด) การขยายตัวของบริษัทเหล่านี้ย่อมเป็นการบั่นทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และยังเป็นการปิดกั้นโอกาสในการทำธุรกิจของธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางอีกด้วย
เพื่อที่จะส่งเสริมความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกันในภาคธุรกิจ ภาครัฐมีบทบาทและหน้าที่สำคัญสองประการ ประการแรก ภาครัฐจะต้องคอยดูแลมิให้นโยบาย กฎหมาย หรือระเบียบที่กำหนดขึ้นเป็นการให้อำนาจผูกขาดแก่กลุ่มธุรกิจหนึ่งใดเป็นพิเศษ
ประการที่สอง รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังได้รับการยกเว้นจากข้อบังคับของกฎหมายแข่งขันทางการค้าอีกด้วย แม้จะได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนที่มีเป้าหมายในการแสวงหากำไรสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้ว แต่การได้รับข้อยกเว้นดังกล่าวอาจไม่มีความหมายมากนักในทางปฏิบัติ เพราะอย่างไรกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่มีการบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นกับธุรกิจเอกชนหรือกับธุรกิจของรัฐ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มีตัวแทนของสมาคมธุรกิจซึ่งเสนอโดยสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งอยู่ในคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ตัวแทนของภาคธุรกิจส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งในสมาคม ซึ่งก็มักจะเป็นผู้บริหารที่มาจากบริษัทขนาดใหญ่
โดยสรุป แล้ว โครงสร้างธุรกิจไทยมีแนวโน้มที่จะกระจุกตัวมากขึ้น หากภาครัฐไม่มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแนวนโยบายในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ในการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า รวมทั้งการปรับปรุงกฎ กติกาในการกำกับดูแลภาคธุรกิจให้เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม
ในสภาพปัจจุบัน ธุรกิจขนาดเล็กแม้จะสามารถเกิดได้แต่เมื่อเติบโตมาถึงจุดที่กลายเป็น "คู่แข่ง" ที่สำคัญในตลาดแล้ว เส้นทางในการประกอบธุรกิจอาจถูกปิดกั้นโดยคู่แข่งรายเดิมในตลาด
รัฐบาลจะต้องให้การรับรองว่าพวกเขาจะมีพื้นที่ในการทำธุรกิจที่เขามีศักยภาพ และเขาจะได้รับความเป็นธรรมในเวทีการแข่งขันที่ต้องต่อกรกับบริษัทขนาดใหญ่ มิฉะนั้นแล้วความพยายามในการผลักดันเอเอ็มอีที่ทุ่มเทมาทั้งหมดก็จะไร้ความหมาย หากสุดท้ายแล้วธุรกิจเหล่านี้ต้องล้มหายตายจากท่ามกลางสภาพตลาดที่ยึดหลักการ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เดือนเด่น นิคมบริรักษ์, ศิริกาญจน์ เลิศอำไพนนท์
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)



