
อภิสิทธิ์แนะขรก.หมั่นศึกษาพัฒนาความรู้ตื่นตัว
"นายกฯ" แนะขรก.หมั่นศึกษา พัฒนาความรู้ ตื่นตัวหลักธรรมมาภิบาล พร้อมฝาก 4 เรื่องหลักให้ยึดมั่น คือ เมตตาธรรม , สามัคคีธรรม , สุจริตธรรม และเที่ยงธรรม
(27พ.ย.) เมื่อเวลา 09.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดงานประชุมระหว่างส่วนราชการ กับสำนักงานก.พ.ประจำปี 2552 เรื่อง “ข้าราชการ ข้าของแผ่นดินต้องเป็นคนดี คนเก่ง” และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ต้นแบบคนดี คนเก่งที่สังคมต้องการ” ที่หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สำนักงานก.พ. นนทบุรี
นายกฯ กล่าวว่า ตนได้ปรารภกับเลขาฯก.พ.ว่า การมาพูดหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ยากที่สุด แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักว่ามีความสำคัญ แต่บ้านเมืองและสังคมที่สุดแล้วความก้าวหน้า เจริญผาสุขจะเกิดขึ้นหรือไม่อยู่ที่คนกับระบบ ซึ่งเรื่องของระบบเป็นเรื่องที่สังคมไทยใช้เวลาถกเถียงพยายามปรับปรุงแก้ไขตลอดเวลา ตั้งแต่ระบบการเมือง ซึ่งเรากลายเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากฉบับที่สุด เปลี่ยนแปลงมาว่าจะค้นหาระบบที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าได้ ส่วนเรื่องของระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ เชื่อว่าจะได้เห็นว่ามีการแก้ไขมีการพูดถึงการปฏิรูปพัฒนาไม่จบไมสิ้น
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนหนึ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบสม่ำเสมอเพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่อีกด้านคิดว่าหลายฝ่ายคงค้นพบว่าความสำเร็จหรือการจะบรรลุวัตถุประสงขององค์กรลำพังเพียงระบบตอบสนองไม่ได้ เพราะคุณภาพของคนเป็นปัจจัยสำคัญในการนำสู่ความสำเร็จ เพราะเรื่องของระบบไม่ยากที่จะลอกเลียน แต่การทำให้สำเร็จถ้าคุณภาพของคน ค่านิยมและวัฒนธรรมการทำงานของคนไม่สอดรับกับระบบ ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเติบโตมาจากครอบครัวที่รับราชการและพี่น้องก็รับราชการเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ปลูกฝังกันมาก็คือการเสียสละเพื่อส่วนรวม ใครหวังมาร่ำรวยจากการรับราชการไม่ควรอยู่ในระบบนี้ เพราะไม่สามารถตอบแทนท่านด้วยเงินเดือนที่สูง แต่สิ่งเดียวที่ข้าราชการได้มากกว่าคนอื่นคือสวัสดิการ ความมั่นคง และสิทธิการรักษาพยาบาล ซึ่งบางคนใช้เงินส่วนนี้มากกว่าประชาชนทั่วไปสิบเท่า แต่ประเด็นหลักคือการที่ข้าราชการได้รับการตอบแทนมากที่สุดคือความภาคภูมิใจที่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปบทบาทของระบบของข้าราชการก็เปลี่ยนไปด้วย สมัยก่อนเราพูดถึงความภาคภูมิใจภาพลักษณ์ของราชการที่ใช้คำว่า “เป็นเจ้าคนนายคน” ที่ว่าไปตามยุคขณะนั้นที่ราชการเป็นกลไกที่มีอำนาจ สามารถบังคับ กำหนดหลายสิ่งในสังคมให้ภาคส่วนอื่นเดินตาม แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เพราะข้าราชการจะมีบทบาทเชิงการบริการประชาชนและการบริหารจัดการเป็นหลัก ที่ไม่ใช่เจ้าคนนายคนแต่กลายเป็นต้องรับใช้นายคือประชาชนแทน ดังนั้นโจทย์สำหรับวันนี้ในเรื่องของการบริหารจัดการเพื่อให้นโยบายประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพคือตัวตั้งในการที่เราจะค้นหาคนดี คนเก่ง
นายกฯ กล่าวต่อว่า คนเก่งที่บอกว่ามีลักษณะหรือความสำเร็จรูปของคนเก่งคงคิดผิด เพราะระบบราชการต้องตระหนักว่าเราต้องทำงานอยู่กับทั้งคน ทั้งหน่วยงาน องค์กรที่มีจำนวนมากและมีภารกิจหลากหลาย เป็นเรื่องยากที่หน่วยงานใดจะสามารถผลักดันงานของตัวเองได้ด้วยดีโดยไม่อาศัยการประสานงานหน่วยงานอื่น ฉะนั้นความคาดหวังเราคงไม่ไปค้นหาคนเก่งที่เก่งทุกเรื่อง ซึ่งเราจะหาไม่พบ เพราะจะหาเจอและเป็นไปไม่ได้ เพราะความเก่งอยู่ที่ทักษะสอดคล้องกับหน้าที่ภารกิจของตัวเอง คนเก่งในตำแหน่งหนึ่งไปอยู่อีกตำแหน่งก็ไม่เก่งถ้าไม่มีการปรับตัว ฉะนั้นคิดว่าการพัฒนาตัวเองและพัฒนาคนอื่นเพื่อการมีคนเก่งจะทำได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายสุดท้าย
“ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความเก่งในตัว เชื่อว่าความหลากหลายของมนุษยทำให้คนแต่ละคนมีจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งเรื่องสำคัญคือต้องค้นพบตรงนั้นให้ได้ บางครั้งไม่ง่ายเพราะบางครั้งระบบการศึกษายังเป็นจุดอ่อนอยู่มาก ทำให้คนเก่งไม่ค้นพบตัวเอง บางครั้งสายเกินไปหรือสูญเสียโอกาสพอสมควร ฉะนั้นสิ่งหนึ่งเราต้องสำรวจตัวเองว่ามีพรสวรรค์อย่างไร และจะดึงออกมาให้เป็นประโยชน์อย่างไร บางคนอายุมากยังค้นพบตัวเองดังนั้นอย่ามองข้ามตรงนี้” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวว่า ขณะเดียวกันเชื่อว่าความเก่งสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ คือมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง ตนไม่อยากให้ข้าราชการหยุดอยู่กับที่ อยากให้ฝึกฝนตนเองตลอดเวลา ซึ่งคนที่ถูกจับตาว่าเป็นคนเก่งมีคนไปศึกษาวิจัย แต่ไม่มีทฤษฎีไหนเป็นที่ยอมรับ บางคนก็เหมือนเกิดมามีพรสวรรค์ที่คนอื่นทำไม่ได้ แต่ทว่ามีคนจำนวนมากมีความสำเร็จจากการทุ่มเท พัฒนาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา จนทำให้คนนั้นสามารถได้รับการพัฒนาเป็นคนเก่งได้
“ อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ของผมว่า ผมเป็นเด็กที่เกิดมาสนใจการเมือง แต่ไม่ชอบเรียนวิชาสังคม ไม่ชอบเรียนภาษา และที่สำคัญผมก็เป็นคนเงียบมากไม่ชอบพูด ไม่ชอบมากคือพูดในที่สาธารณะ แต่ต้องฝึกเพราะไม่มีทางอื่น เพราะผมจะมาด้านนี้ก็ต้องฝึก ต้องเรียนรู้จากคนอื่น ต้องฝืนตัวเอง ในการทำสิ่งที่ไม่ชอบ จนทำได้ ผมจะเตือนตัวเองตลอดว่านอกจากจะค้นพบแล้วยังดูว่าจุดอ่อนใดยังจะต้องแก้ไขได้บ้าง และแต่ละวันจะศึกษาสิ่งใหม่ตลอดเวลาเพื่อให้มีความรอบด้าน”นายกฯ กล่าว
นายอภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในการสนับสุนนให้เกิดคนเก่งนั้นก.พ.และรัฐบาลมีโครงการแต่คงจะต้องทำให้มากขึ้น และต้องทำหลายอย่างที่เป็นการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าในแง่ของรัฐบาลก็พยามให้การศึกษาตั้งแต่เด็กเล็กเพื่อให้เด็กค้นพบตัวเอง แต่ในระบบราชการก็คงต้องทำเพิ่มเป็นอย่างมาก
“ ถามว่าปัจจุบันมีโครงการแนวทางก็มีหลายโครงการ และต้องยอมรับว่าการฝึกอบรมก็เยอะ แต่ขอตั้งข้อสังเกตุว่าหลายหลักสูตรที่นิยมมากๆก็ยังไม่ถูกใจสำหรับผม ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่เข้าไปในหลักสูตรก็มุ่งสองอย่างคือหนึ่งเครือข่าย เพราะระบบอุปถัมภ์ของข้าราชการไทยยังมีอยู่มาก ฉะนั้นการมีพรรคพวกก็เป็นเป้าหมายสำคัญ ส่วนอีกด้านคือเรื่องของความจำเป็นในความก้าวหน้าตามกฎระบบเบียบ”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ตนอยากเห็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชการเรียนรู้และหลากหลายขึ้น เช่นให้ข้าราชการลาเพื่อไปหาความรู้ ไปอยู่กับบริษัทเอกชน ไปศึกษาหลักสูตรต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี และอยากให้เกิดขึ้นมากคือการให้โอกาสราชการไปเรียนรู้จากหน่วยงานอื่น เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับงานที่ต้องมีการเชื่อมโยงกัน ซึ่งการพัฒนาตรงนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล ก.พ. กพร. จะช่วยกันสนับสนุนให้เกิดคนเก่งขึ้น
นายกฯ กล่าวว่า ความตื่นตัวเรื่องธรรมาภิบาลเป็นที่ยอมรับ และตื่นตัวมากขึ้นว่าการที่เรามีคนเก่งแต่ใช้ความเก่งในทางที่ผิดก็เป็นอันตรายและสร้างความเสียหายใหญ่หลวง คือการทุจริตคอรัปชั่น ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาบ้านเมือง ส่วนเรื่องของกลไกการตรวจสอบก็ต้องว่ากันไป แต่หลายเรื่องคงใช้กฎหมายบังคับหรือลงโทษไม่ได้ ถ้าทำผิดกฎหมายอาญาก็ไม่ต้องโต้แย้งว่าเป็นดีหรือไม่ดี เพราะนั้นก็ต้องรับผิดตามกฎหมายอาญา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่เป็นประธานดูแลคุณธรรมระดับชาติ มีการส่งเสริมค่านิยมต่างๆ แต่การณรงค์ทำกันเยอะมาก จนคนที่รับข้อความหรือสารไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ที่ตนประชุมครั้งแรกทำให้การสื่อข้อความการสร้างค่านิยมเรื่องจริยธรรมให้เป็นเรื่องง่าย และเราจะได้ยึดถือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2549 จำนวน 4 ข้อ คือ 1. เมตตาธรรม คือการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเอื้ออาทร ด้วยความห่วงใยและมีใจที่จะช่วยเหลือคนอื่น พูดง่ายๆคือ ไม่เห็นแก่ตัว ต้องเห็นแก่คนอื่น ตนคิดว่าข้อปฏิบัติอย่างนี้ถ้าทุกคนปฏิบัติได้จริงๆการทำงานจะดีขึ้น 2. สามัคคีธรรม เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นย้ำมาทุกสมัย ก่อนที่ความขัดแย้งจะรุนแรงเหมือนปัจจุบัน เรื่องของการรู้รักสามัคคีเราได้ยินกันมาเป็น 10 ปีแล้วก่อนที่จะมีปัญหาในปัจจุบัน ถ้าทุกคนยึดถือธรรมข้อนี้ได้จะทำให้การหลอมรวมพลัง สามารถทำให้สังคมนำสู่การทำประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ 3. สุจริตธรรม ก็คือความซื่อสัตย์ ซื่อตรง เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในระบบธรรมาภิบาล และข้อสุดท้าย คือความเที่ยงธรรม คือมีความซื่อสัตย์ ซื่อตรงต่อวิชาชีพ
“ ผมขอให้เขาไปรณรงค์แค่ 4 ข้อเท่านี้ให้ตรงกัน เพราะถ้าให้ร้อยหน่วยงานไปทำ ก็มีร้อยข้อความก็จะขาดพลังหลอมรวมกัน และผมอยากให้ส่งเสริมเป็นคุณธรรมประจำชาติ ให้ข้าราชการไทยได้ยึดถือ 4 ข้อสั้นๆ ทำได้ก็มากเพียงพอให้สังคมมีคุณธรรมจริยธรรมอย่างแท้จริง”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คำว่าเป็นคนดีนั้นเกิดขึ้นได้หลายบริบท และหัวใจสำคัญที่สุดของการเป็นคนของราชการก็คือการสามารถแยกแยะสถานะของการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐออกจากสถานะอื่นที่ดำรงอยู่ ก็อาจงงๆว่าหมายความอย่างง่าย ตนคิดว่าปัญหาในสังคมของเราก็เกิดจากการที่ไม่สามารถแยกแยะสถายนะได้ สิ่งที่เป็นความดีที่เป็นนามธรรมมันขัดแย้งกันได้ เช่น ความกตัญญูเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเข้ามาทำงานในราชการและคนที่มีบุญคุณทำผิด เราต้องทำอย่างไร เราต้องตอบแทนบุญคุณหรือต้องยึดหน้าที่เราเป็นหลักเป็นใหญ่
“การรักพรรคพวกเพื่อนฝูงใครไม่รักเพื่อนก็ไม่น่าคบ แต่ถ้าประโยชน์ขัดกัน เราจะยืนข้างไหน อันนี้คิดว่าท้าทายสังคมไทยมาโดย ตลอดช่วงที่ผ่านมาการเลือกตั้งรณรงค์ว่าให้รับเงินได้แต่อย่าไปเลือก แต่ข้อเท็จจริงคือถ้ารับเงินแล้วไม่เลือกก็รู้สึกผิด แต่ถ้าคิดว่ารับฟรีแล้วไม่เลือกก็ไม่ใช่คนดี และถ้ารับมาแล้วเลือกก็ทำให้บ้านเมืองเสียหาย”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าสิ่งที่สำคัญมากในการสร้างระบบคุณธรรมคือถึงเวลาที่เราต้องให้คนแยกแยะเรื่องคุณธรรมส่วนตัวและคุณธรรมที่เป็นคุณค่าของแผ่นดิน ตนคิดว่าประเด็นนี้ท้าทายที่สุด คิดว่าบางคนรู้ว่าเรื่องนี้ดีไม่ดี แต่เมื่ออะไรขัดกันจะเดินไปตรงไหนอย่างไร ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ต้องรักษาก็ต้องทำถ้าไม่กระทบกับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวมหรือแผ่นดิน
นายกฯ กล่าวถึงการประเมินชี้วัดในระบบราชการว่า การประเมินตัวชี้วัดต่างๆ ถ้าเราไม่ให้คนแยกตัวเอง ให้คะแนนกำหนดการชี้วัดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หรือความเป็นจริง ระบบเหล่านี้ก็ไม่มีความหมายเลย เพราะสุดท้ายการประเมินบุคคลถ้าตั้งธงไว้ก่อนว่าคนนี้จะต้องประเมินดี หลังจากนั้นก็กรอกให้สรุปว่าดี ถ้าไม่ชอบก็บอกว่าไม่ดีก็กรอกให้มันไม่ดีได้ แล้วสุดท้ายระบบประเมินเป็นเพียงงานเอกสารที่เพิ่มมาไม่รู้อีกกี่กอง ฉะนั้นความเที่ยงธรรมในการกำหนดแนวปฏิบัติเราต้องช่วยกันทำให้เข้าใจยอมรับเพื่อก้าวข้ามให้พ้นปัญหาเดิมๆที่เป็นปัญกาของระบบราชการไทย
“ผมยังเชื่อในคุณภาพของคนไทยสังคมไทย ถ้าทุกท่านช่วยกันพัฒนาตัวเองและพัฒนาคนอื่นจะเป็นส่วนสำคัญให้บ้านเมืองก้าวไปสู่ความสำเร็จ แต่สุดท้ายคือเมื่อเรามีความคิดว่าคนดีคนเก่งเป็นอย่างไรแล้ว เราต้องรู้จักรักษาคนดีคนเก่งด้วย ตรงนี้ไม่มีอะไรดีกว่าการนึดตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช้การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”นายกฯ กล่าว



