ข่าว

สื่อมวลชนที่อภิสิทธิ์อยากเห็นมีความรับผิดชอบ

สื่อมวลชนที่อภิสิทธิ์อยากเห็นมีความรับผิดชอบ

27 พ.ย. 2552

"นายกฯ"ปาฐากถาสมาคมวิชาการนิเทศฯ ชี้อยากเห็นสื่อมวลมีความรับผิดชอบถึงแม้มีสิทธิเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร รับเห็นใจนักข่าวในปัจจุบันที่ต้องทำงานแข่งขันด้วยความรวดเร็ว

 (27พ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานในพิธีเปิดสมาคมวิชาการนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ที่ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ปัจจุบันนี้ตนคิดว่าทุกคนยอมรับว่าการสื่อสารมีความสำคัญสำหรับความสำเร็จของแต่ละองค์กรและสำคัญสำหรับความสามารถในการพัฒนาความเจริญของประเทศ ตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลงและเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตค่านิยม วัฒนธรรมของสังคมสมัยใหม่ในโลกนี้ที่เพิ่มมากขึ้น ตนทำงานภาครัฐแลการเมืองมาเกือบ 20 ปี เน้นย้ำว่าบทบาทสื่อมวลชนในยุคดิจิตอลนี้มีความสำคัญแทบจะสูงสุดในการพัฒนาหล่อหลอมบุคคลในการนำไปใช้ในทางที่เป็นคุณที่จะสร้างความก้าวหน้ามากมาย ขณะเดียวกันหากไม่ใช้เครื่องมือนี้ในทางสร้างสรรค์ก็มีอันตรายที่นำไปสู่ความเสียหายได้มากเช่นกัน

 สื่อมวลชนกับผู้อำนาจมีความสัมพันธ์ที่เฉพาะตัวอยู่ คือต่างฝ่ายต่างพึ่งกันและกัน ภาครัฐและการเมืองจำเป็นต้องใช้สื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูล ข้อเท็จจริง และแนวคิดต่างๆที่นำไปสู่ความสำเร็จลุล่วงของงาน สื่อมวลชนก็ใช้ภาครัฐเป็นแหล่งข่าวสำคัญในการเสนอข้อมูล แต่การพึ่งกันนั้นจะมีความสัมพันธ์ตึงเครียดเป็นระยะ ด้านหนึ่ง สื่อมวลชนทำหน้าที่ตรวจสอบทุกภาคส่วนในสังคมที่ต้องการอิสระและเสนอมุมมองที่หลายครั้งไม่ตรงกับแนวคิดของผู้เกี่ยวข้อง ส่วนภาครัฐมองว่าว่าสื่อมวลชนจะเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์กับการงานที่อาจมีการเมืองเกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นความสัมพันธ์ของสื่อมวลชน การเมือง รัฐ ผู้มีอำนาจมีการถกเถียงกันตลอดเวลา ตนเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการเสนอข่าวสาร ขณะเดียวกันอยากเห็นว่าการใช้สิทธินั้นเป็นไปโดยรับผิดชอบและดำเนินการแบบสร้างสรรค์ ปัญหามีอยู่คือความพยายามในการเข้าไปกำกับดูแลการทำงานของสื่อมวลชนจะหาเส้นแบ่งที่เหมาะสมได้ยากว่าแค่ไหนเป็นการ กำกับดูแลเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และเพียงใกเป็นการก้าวล่วงและจำกัดสิทธิ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ตนเชื่อว่าแนวทางที่ดีที่สุดคือต้องมีองค์กรของภาคสื่อมวลชนกำกับดูแลตัวเองอย่างเข้มแข็ง ความพยายามของหลายฝ่ายในภาคสื่อมวลชนนั้นพยายามพัฒนาเรื่องนี้หลายปี เช่นการจัดกิจกรรมเพิ่มความพร้อมและสอดส่องกำกับดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสื่อมวลชน แต่มีข้อสังเกตว่าความพยายามเหล่านี้แม้จะดำเนิน และผลักดันให้มีประสิทธิภาพแต่ยอมรับว่าไม่เพียงพอ เพราะอำนาจหน้าที่ในการบังคับที่จะนำไปสู่มาตรฐานนั้นอาจมีไม่เต็มที่และเป็นธรรมดาของทุกสังคมในการตรวจสอบกันเองนั้นจะมีความเกรงใจและไม่ดำเนินการได้เต็มที่ ฉะนั้นตนหวังว่า จะมีการช่วยกันระดมกลไกและเครื่องมือในการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นไปด้วยดีและมีประสิทธิภาพ

 การทำงานของสมาคมและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตนถือว่ามีความท้าทายมาก ตนไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน สื่อมวลชนจะยังดำรงความเป็นวิชาชีพได้หรือไม่ เพราะผู้ผลิตและผู้บริโภคสื่ออาจเป็นคนๆเดียวกันโดยปริยาย เพราะมีอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์และบล็อกนั้นก็สามารถเป็นสื่อได้และมีอิทธิพลมาก เเม้จะไม่ใช่บุคคลในวิชาชีพ ตรงนี้เป็นการตั้งคำถามในการควบคุมมาตรฐานและการรับผิดชอบด้วย และใครจะบอกได้ว่าผู้บริโภคจะเลือกรับข่าวสารและเชื่อฝ่ายใด เพราะความเป็นมืออาชีพและมาตรฐานไม่ได้เป็นตัวกำหนดเสมอไปแล้ว เช่น รายการที่ผลิตดีอาจได้รับความนิยมน้อยกว่ารายการบันเทิงที่ไม่มีประโยชน์มากนัก หรือเทียบกับการเสนอข่าวสารที่ไม่เป็นประโยชน์และไม่เป็นมาตรฐานนั้น เรื่องนี้มันอยู่ที่ผู้บริโภค เพราะวันนี้สื่อมวลชนมีความเป็นธุรกิจมากขึ้น ปริมาณคือตัวกำหนดการนำเสนอในการตอบสนองที่พึ่งพิงการโฆษณา เรื่องนี้มีความท้าทายมากในแง่วิชาชีพที่ต้องตื่นตัวว่าจะมีวิธีการคุ้มครองผู้รับข่าวสาร การรักษามาตรฐานการเสนอข้อมูลข่าวสารด้วย

 นายยกฯ กล่าวต่อว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยที่มีความขัดแย้งการเมืองเป็นตัวหลักในช่วงหลายปีนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญ หากไล่เรียงแล้วจะทราบว่าวิกฤตการเมืองของไทยส่วนหนึ่งเริ่มต้นมาจากการพยายามควบคุมปิดกั้นสื่อมวลชน สุดท้ายผู้ที่ไม่ยอมรับกับผู้ที่มีอำนาจก็โดนบีบจนหมดทางเลือกไปเรื่อยๆและนำไปสู่การนำความขัดแย้งมาสู่ถนน จากนั้นก็มีการพัฒนาสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ให้ผู้ที่มีความเห็นตรงกันมีจุดรวมข่าวสารในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในเมื่อฝ่ายหนึ่งทำได้ อีกฝ่ายก็ทำได้เช่นกัน วันนี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของสื่อและเทคโนโลยีทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคือสงครามข่าวสาร ความพยายามการแก้ไขและสร้างสมานฉันท์ในเรื่องนี้ฝ่ายวิชาการบางฝ่ายเสนอกับตนว่าต้องเริ่มบัญญัติสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆด้วย เช่นการปลุกระดมความเกลียดชังแม้จะไม่นำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายดั่งในปัจจุบันที่ต้องเริ่มควบคุม แต่มันยากเพราะหากกระทำแบบนั้นจะเกิดปัญหาว่าผู้ที่มีอำนาจอาจใช้กติกาใหม่ในทางที่ผิดในการจำกัดสิทธิ ที่สุดแล้วปัญหาทั้งหลายหากจะแก้โดยกฎหมายนั้นคงไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันอยู่ที่วัฒนธรรมผู้ผลิตและผู้บริโภคที่สังคมจะก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไปได้

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องที่สื่อมวลชนควรมีหน้าที่ดังนี้ 1.มีหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร โดยเน้นถูกต้อง เที่ยงตรง แม่นยำที่อาศัยบุคลากรที่มีความรู้เรื่องต่างๆที่เริ่มจากสถาบันการศึกษาและองค์กรวิชาชีพที่ต้องต่อยอดความรู้ให้มากขึ้นด้วย ผมสัมผัสกับสื่อมวลชนบ่อยครั้งและเห็นว่า ภารกิจของผู้สื่อข่าวในปัจจุบัน ตนนึกไม่ออกว่าจะมีเวลาเพิ่มพูนความรู้ต่างๆได้อย่างไร เพราะการแข่งขันในวันนี้รุนแรงมากและวิธีการทำงานก็กดดันเพราะเน้นปริมาณ และความรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง การแก้ไขแนวทางนี้เพื่อให้การเสนอข่าวสารที่ต้องมีความรู้เพื่อไม่ให้เกิดข้อถกเถียงที่ไม่มีความข้อเท็จจริง เพราะบางเรื่องที่มีเเต่ความเห็น โดยไม่มีข้อเท็จจริง และรายงานข่าวออกมาทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งโดยไม่จำเป็นขึ้นมา ความรู้พื้นฐานจึงมีความสำคัญมาก เเละตนหวังว่าบทบาทของนักวิชาการด้านนี้นั้นจะทำอย่างไรให้ผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความพร้อมและเชี่ยวชาญมากขึ้น เพราะในต่างประเทศนั้นผู้ที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนมีน้ำหนักในการนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สังคม ส่วนวงการสื่อมวลชนไทยนั้นในเวลานี้คนเล่าข่าวกลายเป็นผู้ที่มีความรู้รอบด้าน หากเรียนรู้ด้านต่างๆเพิ่มก็จะทำใมห้เกิดความเข้าใจในข่าวงง่าย แต่มีประเด็นเรื่องการชี้นำ ด้วย

 2.เทคนิคด้านสื่อสารนั้นมีผลกับการรับรู้และสร้างทัศนคติกับผู้รับสื่อ ภาษานั้นถือว่ามีบทบาทมากที่มีส่วนกับการชี้นำ เช่น พาดหัวข่าวว่า นสพ.ฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวว่าตนผวาไม่เดินทางไปจ.เชียงใหม่ นสพ.อีกฉบับบอกว่าดับไฟไม่ไปจ.เชียงใหม่ มันทำให้ผู้อ่านข่าวเดียวกันจะมีทัศนคติแตกต่างกันว่า การไม่ไปจ.เชียงใหม่ของตนนั้นมันคืออะไร ยอมรับว่าเรื่องเวลาและความเร็วมันเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมสังคมด้วย อย่าแปลกใจว่า คนที่อ่านนสพ.คือคนข่าว และมักจะฟังการพาดหัวข่าวเป็นหลักที่เป็นข้อความสั้นและภาษาที่ใช้มีความสำคัญมากที่ทำให้เกิดความเข้าใจแบบนั้น แม้แต่ตอนก็ยอมรับว่าติดตามข่าวจากช่องทางนี้เป็นหลักด้วย ข้อเท็จจริงนั้นบทบาทของสื่อมวลชนหากแยกแยะได้ว่าจุดใดคือการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ควรใช้ภาษาที่เป็นกลางเพื่อให้รับทราบข้อมูล และจุดใดคือการเสนอความเห็น ตรงนี้เพื่อให้ผู้รับสารนำไปใช้ดุลพินิจพิจารณาเองมันจะช่วยได้มาก

 การเสนอความเห็นนั้นจะใช้ทักษะทางภาษาในการโน้มน้าวผู้รับสารนั้น ตนถือว่าเป็นศิลปะที่จะทำอย่างไรก็ได้ เพราะตนนั้นไม่ค่อยเชื่อเรื่องความเป็นกลางในการแสดงความเห็นในเรื่องราวต่างๆ เพราะทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง และต้องการให้ทุกฝ่ายยอมรับ แต่การเสนอความคิดเห็นโดยไม่แฝงข้อเท็จจริงนั้นถือว่าแฟร์พอ และคอลัมน์ต่างๆนั้นตนไม่ติดใจเลย เพราะเป็นพื้นที่แสดงความเห็นและวิเคราะห์ นสพ.บางฉบับ หน้า 3 นั้นเขียนคอลัมน์ 6 วันไม่เคยเขียนถึงตนในเรื่องดีในรอบกว่าสิบเดือนนี้ แต่ไม่เป็นไรเพราะเป็นสิทธิของฝ่ายนั้น ตรงนี้ทำให้ตนก็รู้ว่าศัตรูของตนคิดอย่างไรอยู่และตนวางแผนได้ง่ายขึ้น แต่พาดหัวข่าวและเนื้อข่าวนั้นตนขอให้ดำรงความเป็นกลางด้วย ตนเข้าใจว่าหากไม่มีสีสันก็ยากที่จะดึงดูดแต่ไม่ควรใช้พื้นที่ตรงนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสนและชี้นำจนเกินไป

 3. สื่อมวลชนนั้นทำหน้าที่สะท้อนหรือชี้นำสังคม แต่จริงๆแล้วสื่อมวลชนทำหน้าที่สองอย่างควบคู่กัน แต่น้ำหนักในการกำหนดสัดส่วนนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด มันปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้เสนอและผู้รับข่าวสารจะเชื่อมกันเป็นวงจรและลูกโซ่ หากเสนอสิ่งไม่ดีไม่งามออกมาและสื่อมวลชนอ้างว่าเป็นกระจกสะท้อนตรงนั้น แต่มันมีอิทธิพลสืบทอดสิ่งนั้นในสังคมด้วย ตนจึงมองว่าสื่อมวลชนมีบทบาทและความรับผิดชอบในการชี้นำสังคมด้วย

 ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น สามสิ่งข้างต้นที่ตนกล่าวไว้ไม่มีการระวังแล้ว มันเป็นเรื่องยากที่สังคมจะก้าวพ้นความขัดแย้ง บางเรื่องในวิกฤตนั้นตนได้ยึดเป็นบทเรียน เช่น กรณีที่กระทรวงมหาดไทยที่บางฝ่ายถามตนว่าจริงๆแล้วตนอยู่ในรถหรือไม่ ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนอยู่แล้ว จนทำให้ตนสับสนว่าตนอยู่ในรถจริงหรือไม่และทำให้ตนโดนโจมตีว่าเป็นคนลวงโลกทั้งๆที่มีความพยายามจะฆ่าตน หรือแม้แต่คลิปเสียงของตนเป็นต้น โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นและความขัดแย้งในเวลาที่นานมาก และเป็นเรื่องแปลกเพราะพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก แต่วันนี้ตำราการต่อสู้ทางเมืองนั้นระบุว่าให้พิมพ์ซ้ำจนเกิดความเชื่อและเป็นอันตรายมาก

 การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ใหญ่สุดที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนนั้น วันนี้สื่อมวลชนมีทั้งสื่ออาชีพและสื่อเทียม ผู้รับข่าวสารมีทางเลือกและมีพฤติกรรมไม่เหมือนในอดีต น่าคิดว่ายุคหนึ่งนั้นประชาชนในสังคมรับชุดข่าวสารที่ใกล้เคียงกันที่เป้นจุดเริ่มต้นของการสมานฉันท์ หากประชาชนในสังคมมีสื่อกันคนละชุด แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่การนำเสนอตรงข้ามโดยสิ้นเชิง คำถามคือ ประชาชนที่รับสื่อคนละชุดนั้นจะสื่อสารกันรู้เรื่องหรือไม่และจะสมานฉันท์กันได้อย่างไร ฉะนั้นอย่างน้อยต้องมีจุดร่วมในการรับข้อมูลพื้นฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับเพื่อลดความขัดแย้งในทางสังคม แม้มันยากมากในปัจจุบัน เพราะประชาชนมีสื่อให้เลือกหลายทาง เช่นกีฬา ดนตรี การประท้วง เป็นต้น สภาพสังคมเช่นนี้นักวิชาการควรคิดเรื่องจุดร่วมในสังคมบางอย่างเกิดขึ้นให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ