
เงินกู้นอกระบบ
ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวสุนทรเวช ในการถึงแก่อสัญกรรมของ ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี (คนที่ 25) ไว้ ณ ที่นี้ครับ
ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนแก่คนในระดับรากหญ้าของสังคมไทย และเป็นปัญหาในลักษณะของงูกินหางที่ต้นสายกับปลายเหตุเวียนวนจนแยกไม่ออกและเป็นวงจรอุบาทว์ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและสังคมวัตถุนิยม-บริโภคนิยม
หนี้ในทางระบบเศรษฐกิจนั้นโดยทั่วไปมีสองประเภทหลักๆ คือ หนี้ในระบบ (Formal dept) กับ หนี้นอกระบบ (Informal dept) หนี้ในระบบที่เกิดจากการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงินและธนาคาร เป็นหนี้ที่มีกฎหมายรับรอง และมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ตั้งแต่วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ มูลหนี้ อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาการส่งดอกเบี้ยและชำระเงินต้น ฯลฯ โดยมีกฎหมายควบคุมทุกขั้นตอน อันเป็นการให้ความเป็นธรรมและลดความเสี่ยงแก่ทั้งสองฝ่าย
สำหรับ หนี้นอกระบบ เป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมจากบุคคลทั่วไปที่มิใช่สถาบันการเงินหรือธนาคาร การทำสัญญา ข้อตกลง และเงื่อนไขต่างๆ จะเป็นสิ่งที่เจ้าหนี้กำหนดขึ้นตามแต่ใจตนฝ่ายเดียว โดยลูกหนี้ตกอยู่ในภาวะจำยอม และหนี้ประเภทนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองในทางกฎหมาย
ปัญหาที่ตามมาของหนี้นอกระบบ ก็คือลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ตกเป็นเบี้ยล่าง ต้องยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก การทำสัญญาที่บางครั้งเจ้าหนี้กรอกตัวเลขมากกว่าจำนวนที่กู้จริง เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด และที่สำคัญคือบทลงโทษ ต่อลูกหนี้ที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาอย่างโหดร้ายรุนแรง ทั้งการปรับแบบทวีคูณ และใช้กำลังทำร้ายร่างกายเพื่อข่มขู่ให้เกิดความเกรงกลัว
สถาบันการเงินและธนาคารนั้น แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นเจ้าหนี้ประเภทที่ดี แต่มีการเลือกที่จะให้กู้แก่ลูกหนี้ที่มีหลักประกันทางเศรษฐกิจหรือสังคมมากกว่าชาวบ้านร้านตลาด ดังนั้น เงินจากแหล่งเงินกู้ในระบบจึงวนเวียนอยู่ในกลุ่มพ่อค้าใหญ่และนักธุรกิจจำนวนน้อย มากกว่าจะเปิดโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ให้แก่คนจำนวนมากในสังคม และยังคงมองแต่ความสามารถในการชำระหนี้ มากกว่าความสามารถหรือความเป็นไปได้ในการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างตัวสร้างอาชีพของคนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือการสร้างนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเมื่อโครงสร้างและแนวคิดของนายทุนเงินกู้เป็นเช่นนี้ ก็เป็นความจำเป็นที่ชาวบ้านทั่วไปจะต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
จากการสำรวจของทางการพบว่าคนไทยเป็นหนี้นอกระบบประมาณ 1 ล้านราย ส่วนใหญ่จะเป็นการก่อหนี้ที่เกิดจากภาวะความจำเป็นเพื่อการดำรงชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัว ค่าการศึกษาบุตรหลาน หรือการประกอบอาชีพ เช่น เครื่องใช้อุปกรณ์ในการประกอบกิจการ ค่าเช่าพื้นที่ค้าขาย รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ก็มีบางส่วนที่กู้ยืมเพื่อนำเงินไปซื้อสิ่งของตามกระแสนิยม เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องเสียง เครื่องเล่น ดีวีดี ฯลฯ และที่หนักไปกว่านั้น ได้แก่การกู้ยืมเพื่อนำเงินไปเล่นการพนันหรือชำระหนี้การพนัน เที่ยวเตร่ เป็นต้น
เมื่อผู้มีรายได้น้อยต้องกู้ยืมเงินนอกระบบเพื่อไปใช้จ่ายและถูกขูดรีดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงนอกจากจะได้รับความเดือดร้อนอย่างมากแล้ว ยังยากที่จะหลุดจากสภาพหนี้สินและความยากจน และไม่พ้นที่จะต้องสร้างหนี้ใหม่เพื่อนำมาใช้หนี้เก่าต่อไปเรื่อยๆ
แม้แนวคิดเรื่องแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลนับเป็นเรื่องที่ดีในระดับหนึ่ง แต่วิธีการแก้ไขควรจะต้องหาหนทางที่ยั่งยืน เพราะมิเช่นนั้น มิช้ามินานก็จะต้องเกิดปัญหานี้ขึ้นมาอีกจนได้ ในเมื่อคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะความยากจนและไม่มีหนทางที่จะหาเงินกู้จากแหล่งเงินกู้ในระบบได้
ทางออกที่ดีทางหนึ่งของปัญหาหนี้นอกระบบ น่าจะอยู่ที่การกระตุ้นให้สถาบันการเงินและธนาคารปล่อยสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น โดยคำนึงถึงการสร้างโอกาสแก่คนในสังคมมากกว่าผลกำไรทางธุรกิจของสถาบันการเงินและธนาคาร โดยรัฐบาลอาจมีมาตรการเพื่อช่วยในการประกันความเสี่ยงด้วยส่วนหนึ่ง หรืออาจพิจารณาถึงการจัดตั้งธนาคารคนจน ตามหลักการของธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ที่ศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนส เจ้าของรางวัลโนเบลชาวบังกลาเทศ ได้วางรากฐานไว้ เพื่อให้คนที่มีฐานะยากจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่ง ถ้ารัฐบาลคิดและทำได้สำเร็จ จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวและเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนจำนวนมากเลยล่ะครับ
ขอปิดท้ายวันนี้สำหรับแฟนๆ นักอ่านของผมและ "คม ชัด ลึก"...ขอเชิญพบกับผมได้ที่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ขอนแก่น ในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะมีการเสวนาเกี่ยวเนื่องกับ “25ปี เวลาในขวดแก้ว” เริ่มตั้งแต่เวลา 13.30 น. 18.00 น. และ 19.30 น. ส่วนนิทรรศการจะมีตั้งแต่วันที่ 3-5 ธันวาคม ณ ศาลหลักเมือง ขอนแก่น ในงานบุญคูนเมือง... แล้วพบกันนะครับ



