
เปิดใจ"สมคิด บุญถนอม""พยานเดิมกับปริศนาแหวนอัลรูไวลี่"
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) พร้อมด้วย พ.ต.อ.สรรักษ์ จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจ
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดีการหายตัวของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย คดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งที่มีการสืบสวนสอบสวนมาอย่างยาวนาน จนเกือบจะหมดอายุความในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
ดีเอสไอได้รับคดีดังกล่าวมาสอบสวนเป็นคดีพิเศษ กระทั่งถึงยุค พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดีได้สรุปสำนวนพร้อมมีความเห็นสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิดกับพวก โดยการดำเนินคดีครั้งนี้มีพยานหลักฐานใหม่คือ คำให้การเพิ่มเติมของพยานรายเดิม กับแหวนปริศนาที่พยานยืนยันว่าเป็นแหวนของ "อัลรูไวลี่" คม ชัด ลึก ได้สัมภาษณ์พิเศษเปิดใจ พล.ต.ท.สมคิด ถึงเรื่องดังกล่าว
00 หลังจากเข้ารับทราบข้อหาแล้ว อะไรคือหลักฐานใหม่ที่ถูกดำเนินคดีอีกครั้ง
คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2532 เกิดคดีฆาตกรรมนายซอและห์ อัลมาลิกิ เจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย ผมได้รับมอบหมายให้ทำการสืบสวนจนกระทั่งจับกุมนายอดินันท์ หรือบังมุด ชองเกอร์วารา ต่อมาศาลยกฟ้อง กระทั่งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 ก็เกิดคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายอับดุลเลาะห์ เอ อัลเบซาร์รีห์เดน นายฟาฮัด เอ แซด อัลปาฮลี และนายอาหะหมัด เอ อัล ซารีพ เสียชีวิตต่างสถานที่กัน ตอนนั้น พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อธิบดีกรมตำรวจ (สมัยนั้น) ได้แต่งตั้งพนักงานสอบสวน ผมก็เป็นหนึ่งในทีม สืบทราบว่าสาเหตุการตายของบุคคลทั้งสามน่าจะเกิดจากความขัดแย้งเรื่องธุรกิจแรงงานผิดกฎหมาย
กระทั่ง 12-25 กุมภาพันธ์ นายอัลรูไวลี่หายตัวไปจากบ้านพักในซอยเย็นอากาศ ยานนาวา ต่อมาสถานทูตซาอุฯ มีหนังสือกล่าวโทษว่า ผมไปพัวพันกับการฆ่าอัลรูไวลี่ กรมตำรวจได้ตั้ง พล.ต.อ.พงษ์อำมาตย์ อมาตยกุล รองอธิบดี (ขณะนั้น) เป็นประธานการสอบสวน โดยมี พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก เป็นพยานให้การว่าได้ยิน จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ลูกน้องผมพูดว่าได้จับอัลรูไวลี่ไปกักขังเพื่อซักถามคดีฆ่าเจ้าหน้าที่ทูต 3 คน จากนั้นก็เอาไปฆ่าที่ อ.ศรีาชา จ.ชลบุรี ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2536 ผมเข้ามอบตัวและถูกดำเนินคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ สุดท้ายพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง เพราะไม่มีพยานหลักฐานและก็ไม่รู้ว่าอัลรูไวลี่เสียชีวิตหรือเปล่า นี่คือที่มา
00 แล้วดีเอสไอใช้หลักฐานอะไรมาดำเนินคดีครั้งที่สอง
ก็อ้างพยานคนเดิมคือ พ.ต.ท.สุวิชชัย มากลับคำให้การ โดยพยานรายนี้ให้การเพิ่มเติม ซึ่งขัดกับคำให้การครั้งแรกที่บอกว่าได้ยิน แต่ครั้งนี้กลับเข้ามาร่วมอยู่ในเหตุการณ์ อยู่ในที่เกิดเหตุจับตัวอัลรูไวลี่ด้วย หากเป็นจริงทำไมคำให้การในครั้งแรกไม่บอกไปเลย และครั้งนี้ก็มีประเด็นแหวนเพิ่มมาอีก พ.ต.ท.สุวิชชัย ให้การว่า ได้มาจาก พ.ต.ท.สุรเดช ที่เอามาจากอัลรูไวลี่อีกทอด เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วไม่มีแหวน พอมาช่วงนี้กลับมีแหวน พอสอบถามไปยังซาอุฯ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันว่าแหวนจริงหรือไม่ และถ้าเกิดแหวนที่อ้างเป็นวัตถุพยานไม่ใช่ของอัลรูไวลี่ ถือเป็นวัตถุพยานใหม่ที่ออกหมายจับผมได้อย่างไร
"แต่หากเป็นแหวนของอัลรูไวลี่จริง ต้องสอบสวนขยายผลว่า ได้แหวนนี่มาจากใคร เมื่อใด ที่ไหน ซึ่งอาจเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องสงสัยกระทำความผิดในการอุ้มฆ่าและทำลายศพ"
00 แสดงว่าหลักฐานพยานแค่นี่ยังไม่เพียงพอ
ก็พยานที่บอกว่าให้การเพิ่มเติมก็คือพยานรายเดิม แถมยังเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่านายฉัตรดำรงพรรณ ชัยเฉลิมภัค แกนนำขบวนการต่อต้านลาว ศาลมีนบุรีได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ พ.ต.ท.สุวิชชัย ได้รับการประกันตัวแล้วหนี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่ดีเอสไอไปเอาตัวมาเป็นพยาน และเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 พยายามขอต่อศาลให้สืบพยานลับหลังไว้ก่อน อ้างว่าตามตัวพยานยาก แต่ศาลไม่อนุญาต ต่อมาดีเอสไอก็ปล่อยตัวไปเฉยๆ ทั้งๆ ที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดีที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต
"ยังมีความพยายามทำเรื่องถึง 2-3 ครั้ง เพื่อขอให้ปล่อยตัว พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ซึ่งถูกโทษประหารชีวิต จากคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ ให้มาช่วยสืบสวนหาพยานคดี พร้อมกับทำเรื่องคุ้มครองพยาน แต่ศาลก็ไม่ให้"
00 แต่ดีเอสไอก็ไปรายงานให้ซาอุฯ ทราบถึงความคืบหน้าและดูจะพอใจในการสอบสวน
ต้องถามว่าหลังจากไปรายงานให้ทางซาอุฯ ทราบแล้วได้บอกด้วยหรือไม่ว่าได้ปล่อยตัวพยานไปแล้ว ประเด็นแหวนก็เช่นกัน ไม่มีการยืนยัน การสอบสวนคดีทำเหมือนลับ ลวง พราง
"เรื่องคำให้การของพยาน พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งให้ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สมัยที่ยังไม่เกษียณอายุราชการเคยยับยั้งไปยังดีเอสไอว่า ไม่ใช่พยานใหม่ เป็นพยานบอกเล่ารายเดิม ซึ่งไม่น่ามีน้ำหนักมารื้อคดีขึ้นใหม่ แต่สุดท้ายดีเอสไอก็ไม่ฟัง"
00 พยานบุคคลอาจมีมากกว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย
เท่าที่ทราบมีพยานรายนี้เท่านั้นที่กลับคำให้การ เมื่อพยานรายนี้หนีไปแล้ว พนักงานสอบสวนไม่สามารถนำตัวมาเบิกความได้ ศาลอาจยกฟ้องปัญหาก็จะกลับมาที่เดิม กลายเป็นผมกับพวกไปข่มขู่พยานทำให้เกิดความเกรงกลัว ไม่กล้ามาเป็นพยาน แต่ความเป็นจริง พ.ต.ท.สุวิชชัยกำลังหนีคดีอยู่
00 ดีเอสไอทำสำนวนเป็นคณะกรรมการน่าจะมีมติว่าหลักฐานเพียงพอ
ต้องสอบถามคณะกรรมการว่าบริสุทธิ์ใจหรือไม่ เท่าที่รู้บางคนเคยมีส่วนกับการไม่ฟ้องคดีบางคดีของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่องนี้อาจเชื่อมโยงการเมือง เพราะที่ผ่านมาได้ขึ้นไปทำหน้าที่ ผบช.ภ.5 ก็ดำเนินการจับกุมขบวนการบุกรุกป่าต้นน้ำดอยแม่สลองกับกิ่วทัพยั้ง มีข้าราชการผู้ใหญ่ร่วมกับนักการเมืองใหญ่ใน จ.เชียงราย เรื่องนี้ พ.ต.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ เคยไปร้องทุกข์ต่อ ป.ป.ช.ให้สอบสวนผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจแทรกแซง อาจทำให้โกรธที่ผมไปจับก็ได้ เลยมีความพยายามเล่นงานผมอีก
"ลูกน้องผมที่โดนดำเนินคดีก็เป็นพยานสำคัญคดีที่มีนักการเมือง จ.เชียงราย ซื้อเสียง จนทำให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ อาจเป็นกระบวนการเดียวกัน เมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วก็ยินดีที่จะใช้เวลานี้พิสูจน์อีกครั้งตามกระบวนการศาล"



