
"เปลี่ยนหน้าเจรจา"
ถือเป็นข่าวดีหลังจากทางการกัมพูชามีหนังสือแจ้งมายังกระทรวงการต่างประเทศของไทยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศและครอบครัวของ "ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" วิศวกร บริษัทแคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิก เซอร์วิส หรือแคทส์ ซึ่งถูกทางการกัมพูชาจับกุม ฐานจารกรรมตารางการบิ
ถือเป็นการเดินทางเข้าเยี่ยม "ศิวรักษ์" อย่างเป็นทางการครั้งแรก ก่อนที่ศาลกัมพูชาจะนัดฟังคำสั่งการยื่นขอประกันตัว "ศิวรักษ์" เช้าวันอังคารที่ 8 ธันวาคม
สำหรับทางการไทยที่เข้าไปช่วยเหลือ "ศิวรักษ์" ในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า "แม่งาน" ที่รับผิดชอบคดีโดยตรงต้องยกให้ "กระทรวงการต่างประเทศ" ตั้งแต่การติดต่อจ้าง "ทนายเกา โสภา" ทนายความชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นทนายความที่จะเข้ามาช่วยต่อสู้คดีให้แก่ "ศิวรักษ์" ภายใต้กระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน กระทรวงการต่างประเทศ นำโดย "น.ส.มธุรสพจนา อิทธะรงค์" รองอธิบดีกรมการกงสุล และ "เดชอุดม ไกรฤทธิ์" นายกสภาทนายความ ได้เดินทางไปกัมพูชา เพื่อหารือกับ "ทนายเกา โสภา" เกี่ยวกับแนวทางการสู้คดีให้แก่ "ศิวรักษ์"
ซึ่ง "ทนายเกา" ไม่มีความหนักใจการต่อสู้คดีตามข้อเท็จจริงทางข้อกฎหมาย แต่หนักใจอาจมีการนำคดีไปเกี่ยวโยงกับเรื่องการเมือง
ตลอดเวลาความสัมพันธ์ระหว่าง "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ กับ "สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าไหร่ และสังคมโลกต่างรู้กันเป็นอย่างดีว่าในกัมพูชาผู้ถือกฎหมายคือ "ฮุน เซน"
ดังนั้นคดีของ "ศิวรักษ์" ถ้าถูกโยงเป็นเรื่องการเมืองโดย "ฮุน เซน" เข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินคดีถือว่าทนายฝ่ายไทยเสียเปรียบ
เพราะระบบยุติธรรมของกัมพูชาเมื่อสืบสวนเสร็จส่งฟ้องทันที ขณะที่ระบบยุติธรรมของไทยเริ่มจากตำรวจสรุปสำนวนส่งต่ออัยการเพื่อฟ้องศาลตัดสินพิพากษา กว่าจะตัดสินคดีต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมหลายขั้นตอน
แม้ว่า "ทนายเกา" ซึ่งมีดีกรีเป็นถึง "อดีต รมช.ยุติธรรมกัมพูชา" ที่มีชื่อเสียงในเรื่องสิทธิมนุษยชน ใครๆ ต่างเรียก "ทนายเกา" ว่า "ทนายเอ็นจีโอ" และเคยแสดงฝีมือการช่วยเหลือ "2 นักโทษไทยมุสลิม" ที่ที่ถูกข้อหาก่อการร้ายในกัมพูชา จนสุดท้ายถูกส่งตัวกลับมาลงโทษในประเทศไทยได้สำเร็จ ดังนั้นการที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจมอบหมายให้ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" รมว.ยุติธรรม ส่ง "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" รองปลัดกระทรวง และ "นางสุวณา สุวรรณจูฑะ" อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เดินทางไปกัมพูชาอีกหนึ่งคณะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
แม้ว่าช่วงแรกอาจถูกมองว่าจะทำให้ "กระทรวงยุติธรรม" กับ "ต่างประเทศ" ขัดขากันเอง โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมอาจถูกมองว่าทำงานล้ำหน้าแต่ถือเป็นเกมการทูตที่ชาญฉลาด
ขณะที่การทำงานของ "กระทรวงต่างประเทศ" ถูกมองว่าเป็นแกนหลักและถูกเผยแพร่ทางสื่อที่มองว่าเป็น "แม่งาน"
แต่อีกด้านหนึ่งในส่วนของ "กระทรวงยุติธรรม" ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน มีโครงการ "แลกเปลี่ยนนักโทษ" จะเห็นได้จาก "2 นักโทษไทยคดีเจไอ" โดยแลกกับ 4 นักโทษยาเสพติดและอาวุธปืนชาวกัมพูชา, การประชุมแก้ไขปัญหายาเสพติด, เยี่ยมชมการทำงานของกรมราชทัณฑ์ เป็นต้น
ปรากฏว่าคณะของ "ทวี สอดส่อง" ได้รับการต้อนรับจาก "รัฐมนตรียุติธรรมกัมพูชา" อัง วง วัฒนา เป็นอย่างดี
แม้ว่าช่วงแรกของการต้อนรับจะมีการจัดรถที่มีสภาพทรุดโทรมไม่ต่างจากรถขนขยะในบ้านเรามารับ "คณะของกระทรวงยุติธรรม" แต่เมื่อเห็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองระดับ "รัฐมนตรียุติธรรมกัมพูชา" เปิดห้องประชุมต้อนรับด้วยตัวเอง ทำให้ท่าทีการต้อนรับคณะนี้เปลี่ยนไปทันที
การเจรจาฝากฝังทุกเรื่องทั้งเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ของ "ศิวรักษ์" เรื่องการให้ความเป็นธรรมทางคดี การขอให้แม่ศิวรักษ์ได้เข้าเยี่ยมลูกชาย ซึ่ง "รัฐมนตรียุติธรรมของกัมพูชา" อัง วงวัฒนา ก็ได้รับปากจะดูแลให้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือ "ศิวรักษ์" ยังมีทางเลือกอีก 2 แนวทาง คือ ตัดสินคดีในกัมพูชาแล้วส่งตัวมารับโทษในประเทศไทยเหมือน 2 นักโทษไทยคดีเจไอ และการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐ โดยมอบให้ระดับรัฐมนตรีหารือกัน
แต่สถานการณ์ในขณะนี้ต้องเปลี่ยนหน้าเจรจา !



