
กทม.เร่งพร่องน้ำรับฝนกระหน่ำ
ผู้ว่ากทม.สำรวจพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วม สั่งพร่องน้ำในคลองรับปริมาณน้ำฝน ฟุ้งระบายน้ำได้เร็วไม่ท่วมขังเกิน 1 ชั่วโมง
23 กันยายน 2562 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฝน และความพร้อมด้านระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครในพื้นที่ฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร
ประกอบด้วย แก้มลิงบึงรางเข้ สถานีสูบน้ำคลองพระยาราชมนตรี สถานีสูบน้ำคลองสนามชัย เขตบางขุนเทียน และสถานีสูบน้ำพระโขนง เขตคลองเตย
โดยระบุว่า กรุงเทพมหานคร ได้พัฒนาระบบระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งธนบุรี เขตบางขุนเทียน เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งประกอบไปด้วย แก้มลิงบึงรางเข้ความจุ 23,000 ลบ.ม./วินาที สถานีสูบน้ำคลองสนามชัย กำลังสูบ 45 ลบ.ม./วินาที และสถานีสูบน้ำคลองพระยาราชมนตรี กำลังสูบ 51 ลบ.ม./วินาที สำหรับในฝั่งพระนคร มีสถานีสูบน้ำพระโขนงซึ่งถือเป็นสถานีหลักสำคัญของกรุงเทพมหานคร มีกำลังสูบ 155 ลบ.ม./วินาที และมีสถานีสูบน้ำอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 กำลังสูบ 60 ลบ.ม./วินาที ทำหน้าที่สูบระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฝนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันศุกร์ (20 ก.ย.62) ที่ผ่านมา พบว่า ในพื้นที่เขตบางขุนเทียนมีปริมาณฝนสูงสุดประมาณ 130 มม. ซึ่งถือว่าฝนตกหนักทำให้มีปริมาณน้ำฝนจำนวนมาก ซึ่งวันที่ 21 ก.ย.62 เขตบางขุนเทียน มีปริมาณฝนสูงสุดประมาณ 90 มม. จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังบริเวณถนนพระราม 2 และพื้นที่เขตบางขุนเทียน
กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่แก้มลิงบึงรางเข้เพิ่มเติม เพื่อดึงน้ำออกไปยังคลองพระยาราชมนตรี ที่มีประตูระบายน้ำสามารถระบายน้ำได้ 51 ลบ.ม./วินาที และมีเครื่องสูบน้ำถึง 10 ตัว ทำให้ระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นจะผลักดันน้ำเข้าคลองสนามไชย เพื่อระบายลงสู่ทะเลอ่าวไทยทันที
พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้สำนักการระบายน้ำกทม. ทำการพร่องน้ำให้น้ำอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ 1 ม. เพื่อเตรียมพร้อมรองรับปริมาณน้ำฝนถึง 100 มม. นอกจากนี้ยังมีจุดอ่อนน้ำท่วมบริเวณหน้าวัดศรีเอี่ยม ถนนศรีนครินทร์ เขตบางนา ซึ่งเป็น 1 ใน 14 จุดอ่อนน้ำท่วม ซึ่งถนนดังกล่าวเป็นถนนทางหลวงแผ่นดิน มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะความยาวประมาณ 100 ม. จึงได้ดำเนินการประสานกับกระทรวงคมนาคมเพื่อรีบเร่งแก้ไขต่อไป โดยจะทำการถมถนนให้สูงขึ้นอีกประมาณ 50 ซม. จะทำให้ถนนพ้นจากน้ำท่วม
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า 2 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร มีความตั้งใจแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ทำให้ระบายน้ำที่สะสมได้เป็นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่นาที หากมีปริมาณฝนจำนวนมากก็ไม่เกิน 1 ชม. น้ำจะแห้งเป็นปกติ ซึ่งก่อนหน้านี้ปริมาณฝนเกินเพียง 60 มม. ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขังแล้ว แต่ปัจจุบันเกินกว่า 100 มม. จึงจะเริ่มมีการเกิดน้ำท่วมขัง อีกทั้งเมื่อมีแนวโน้มว่าจะเกิดฝนตก เจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ กทม. จะลงพื้นที่เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนทันที และจะใช้วีธีแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืนในอนาคต ด้วยการบูรณาการการทำงานของทุกองค์กรมาช่วยกันแก้ไขปัญหา



