
จี้รัฐอัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเอกชนร้องดูแลไม่ให้บาทแข็ง
ภาคอุตสาหกรรมประสานเสียง เรียกร้องรัฐดูแลค่าเงินบาท มองเศรษฐกิจปีหน้าฟื้นตัว แต่ยังห่วงอาจเร็วเกินไปรัฐไม่ควรหยุดอัดฉีดงบประมาณ เรียกร้องรัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบาย เซ็งเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน กาล่าดินเนอร์ "Economic Outlook 2010” ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่ามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีการจ้างงานมากกว่า 5 ล้านคน โดยภาครัฐและเอกชนได้พยายามหาแนวทางช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมให้เดินหน้าไปได้ โดยเฉพาะปัญหาเงินทุน
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเอสซีจี กล่าวในงานเดียวกันว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวแน่นอนในปี 2553 ซึ่งเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วเกินไป แต่การฟื้นตัวแท้จริงต้องใช้เวลา และแต่ละประเทศไม่ควรหยุดอัดฉีดงบประมาณเข้าระบบเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมรับมือกับเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งในส่วนของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมาแล้วจึงมีความพร้อมรับมือ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการต้องการให้ค่าเงินบาทอ่อนลง เพราะขณะนี้มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออกในสัดส่วน 70% ของจีดีพี หากเงินบาทแข็งค่าจะมีผลต่อรายได้ของภาคธุรกิจ โดยปัจจุบันไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นจึงจำเป็นที่ต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อใช้เงินบาทมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับเงินบาทแข็งค่าด้วยการวิจัยพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในปีหน้า โดยการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล 1.4 ล้านล้านบาทจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ ซึ่งถ้าทั่วโลกยังอัดงบประมาณเข้าไประบบก็จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ และเห็นว่าถ้าภาคเอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้นจะยิ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยถ้าปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดชัดเจนว่า 76 โครงการจะดำเนินการอย่างไร จะทำให้เกิดการลงทุน 3 แสนล้านบาท
สำหรับการแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลดีและผลเสียตามประเภทธุรกิจ ซึ่งภาครัฐต้องหาจุดเหมาะสมกับทุกฝ่ายไม่ให้แข็งค่ามากเกินไปหรืออ่อนค่ามากเกินไป และหากกังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่าก็ควรกระตุ้นให้เกิดการลงทุนไทยเข้มแข็งและโครงการปิโตรเคมีในมาบตาพุด โดย ปตท.ต้องการเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าแข็งค่า เพราะราคาพลังงานเชื่อมโยงกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินบาทแล้วกำไรจะกลับไปคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเปลี่ยนคืนกลับมาเป็นเงินบาทก็จะได้มูลค่ามากขึ้น
ด้านนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังไว้ใจไม่ได้ ทำให้ภาคเอกชนยังต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถแข่งขัน โดยหากเป็นไปได้ภาคเอกชนต้องการเห็นค่าเงินบาทอ่อนที่ 36-37 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้เอกชนทำงานได้ง่ายขึ้น หรือไม่เช่นนั้น ภาครัฐต้องบริหารจัดการค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ หากทำไม่ได้เอกชนคงทำงานได้ยาก
"มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐได้ทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนของเอกชนยังไม่ฟื้นตัว ส่วนการส่งออกในปีหน้ายังไม่น่าจะดีขึ้น และผมมองว่านโยบายหรือทิศทางของรัฐบาลต้องมีความชัดเจนก่อน เพราะหากเอกชนทำอะไรลงไปโดยไม่ดูทิศทางรัฐบาลก็พบว่าถูกลงโทษมาหลายรายแล้ว คือ ต้องประสบภาวะล้มละลาย เช่น เรื่องมาบตาพุด ผมอยากให้มีความชัดเจน แต่การเปลี่ยนรัฐบาลที่บ่อยมาก ทำให้ผมเลยไม่กล้าพูดอะไรมาก” นายบุณยสิทธิ์กล่าว
นอกจากนี้ นายบุณยสิทธิ์ยังมองว่า เอกชนควรมีการปรับตัวรับมือกับการเปิดเขตการค้าเสรีอาฟตา ที่จะมีผลบังคับใช้ใน 1-2 ปีข้างหน้า แต่ขอย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการช่วยเอกชนก็ขอให้ดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกไทย



