
พันธมิตรอาร์โรโยเบื้องหลังสังหารหมู่52ศพ
มะนิลา-ตำรวจระบุตัวนักการเมืองท้องถิ่นที่เป็นพันธมิตรการเมืองของผู้นำฟิลิปปินส์ว่าเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีสังหารหมู่ครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น และนักข่าว 52 ศพ
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์แถลงเมื่อวันพุธ (25 พ.ย.) ว่า ผลการสอบสวนเบื้องต้นบ่งชี้ว่า นายอันดาล อัมปาตวน จูเนียร์ นายกเทศมนตรีเมืองดาตู อันเซย์ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองของประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย เป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีสังหารหมู่ครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดมากูอินดาเนา บนเกาะมินดาเนา พร้อมทนายความ และนักข่าว รวมทั้งสิ้น 52 ศพ
นายอัมปาตวน จูเนียร์ เป็นสมาชิกพรรคลากาส คัมปี ซีเอ็มดี ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของนางอาร์โรโย ทั้งยังเป็นลูกชายนักการเมืองท้องถิ่นทรงอิทธิพล ซึ่งเป็นหัวคะแนนในพื้นที่ที่ทำให้นางอาร์โรโยคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ทหารระบุว่า กลุ่มบอดี้การ์ดที่ตระกูลอัมปาตวนจ้างเอาไว้เป็นผู้ต้องสงสัยในการสังหารหมู่ครั้งนี้ แต่ถ้อยแถลงของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติถือเป็นครั้งแรกที่ระบุตัวนายอัมปาตวน จูเนียร์ ว่าเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ
ทั้งนี้ ลูกชายของนายอัมปาตวนกำลังเตรียมการจะขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากพ่อ ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมากูอินดาเนาติดต่อกันถึง 3 สมัย ส่วนกลุ่มคนที่ถูกสังหารโหด 52 ศพนั้น เป็นภรรยา และญาติๆ ของนายเอสมาเอล มานกูดาดาตู นักการเมืองคู่แข่งของตระกูลอัมปาตวน ที่กำลังจะลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแข่งกันอยู่พอดี
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้เสียชีวิต ซึ่งประกอบด้วยเมียและน้องสะใภ้ของนายมานกูดาดาตู ตลอดจนทนายความ และนักข่าว ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธราว 100 คน ดักจี้ขบวนรถ 6 คันที่พวกเขาใช้เดินทางไปส่งใบสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ แทนนายมานกูดาดาตู ซึ่งไม่กล้าออกไปไหนเพราะถูกขู่ฆ่า ก่อนจะอุ้มตัวไปยิงจนพรุนที่ไร่รกร้างแห่งหนึ่งบนภูเขา โดยทหารเผยว่า บรรดาผู้หญิงอาจถูกข่มขืนก่อนฆ่าทิ้งด้วย
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้พุ่งเป็น 52 ศพแล้ว เพราะในวันพุธเจ้าหน้าที่ขุดพบรถ 2 คัน และศพเพิ่มอีก 5 ศพ ในหลุมศพแห่งที่ 2 ในหมู่บ้านซัลมาน เมืองอัมปาตวน จังหวัดมากูอินดาเนา ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจประจำภูมิภาคแถลงว่า ในจำนวนนี้ 27 ศพเป็นนักข่าว
ด้านรัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่ยอมทำตามเสียงเรียกร้องให้จับกุมคนในตระกูอัมปาตวน ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการสังหารโหดครั้งนี้ในทันที โดยโฆษกประจำตัวประธานาธิบดีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนต้องหาหลักฐานยืนยันให้แน่ชัดกว่านี้จึงจะสามารถจับกุมตัวได้ พร้อมให้ความมั่นใจต่อประชาชนว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะต้องถูกจับกุมมารับโทษ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความอับอายขายหน้าครั้งใหญ่มาก ไม่เฉพาะแต่กับรัฐบาล แต่เป็นของทั้งประเทศ



