
การออกไลเซนส์3จีกลายเป็นโจทย์ที่ยาก
นับตั้งแต่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ออกมาขยับตัวว่าจะเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบการโทรศัพท์มือถือยุคที่ 3 หรือ 3 จี
ก็มีผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นกันมากมายหลายแง่มุม แต่ก็มักจะโฟกัสไปที่ค่าใบอนุญาต หลายคนหลายกลุ่มต้องการให้กสท.เรียกค่าใบอนุญาตให้ได้สูงสุดโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นใด คิดแต่เพียงว่าคลื่นความถี่ที่จะนำไปใช้กับโทรศัพท์มือถือรุ่น 3 จีนั้นเป็นทรัพยากรของชาติต้องคิดเงินแพงๆ แก่ผู้ที่นำไปใช้
ฟังแล้วดูดีดูเสมือนว่านักวิชาการเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ แต่กิจการของบ้านเมืองนั้นจะคิดอะไรแต่เพียงด้านเดียวไม่ได้
นักวิชาการบางคนถึงกับกล้าตีราคาใบอนุญาตอันเป็นค่าใช้ทรัพยากรเป็นตัวเลขออกมาชัดเจน เช่นบ้างก็ว่ามีมูลค่าหลายหมื่นหลายแสนล้าน เมื่อติดตามวิธีคิดของท่านเหล่านี้ดู ก็ให้เกิดความเสียดายว่าเสียเวลาร่ำเรียนหาความรู้กันถึงระดับปริญญาเอก แต่ความรู้ในการประเมินเหตุการณ์ต่างๆ นั้นมีแค่เพียงวิชาเลขคณิตข้างต้นว่าด้วยวิธีคิดเลขแบบบัญญัติไตรยางศ์เท่านั้นเอง กล่าวคือท่านคำนวณตัวเลขหลายแสนล้านที่รัฐจะสูญเสียไปโดยคำนวณจากฐานผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันซึ่งมีประมาณ 65 ล้านเลขหมายทั้งประเภทเติมเงินและประเภทจ่ายรายเดือนว่าจะย้ายไปใช้โทรศัพท์ระบบ 3 จีด้วยกันทุกคนแล้วเอายอดรายได้ซึ่งเป็นค่าต๋งที่ต้องจ่ายให้ทีโอที (ในอัตรา 20-30% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ) ตั้งแล้วลบด้วยอัตราที่คาดว่าจะต้องจ่ายผ่าน กทช.เป็นค่าไลเซนส์ ผลที่ได้ออกมาคือ สามแสนสามหมื่นล้านบาท ตลอดอายุสัญญาสัมปทานปัจจุบัน
เมื่อดูวิธีคิดแล้วไม่ต้องเรียนสูงถึงปริญญาตรีด้วยซ้ำไปก็จะรู้ว่าผลลัพธ์ผิด แต่ก็ทำให้สังคมไขว้เขวไปกับตัวเลขนี้พอสมควร
ต่อมาได้มีคณะดอกเตอร์มาออกโทรทัศน์ช่องหนึ่งในเรื่องโทรศัพท์ 3 จีมหากาพย์ยอดฮิต แต่คณะนี้ให้มุมมองที่แปลกออกไปสมควรได้นำมากล่าวถึง โดยเฉพาะ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักสื่อสารมวลชนมีชื่อโดยมีปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์เป็นภูมิหลังอยู่ ท่านได้กล่าวไว้น่าฟังว่าความถี่คลื่นวิทยุไม่ใช่สมบัติที่จะมาหาเงินกันแต่อย่างเดียว สิ่งที่สำคัญนั้นควรจะนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนได้เกิดประโยชน์สูงสุดเพราะประชาชนเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเหล่านี้ ฉะนั้นการนำเอามาประมูลกันแล้วตัดสินว่าผู้ใดให้ราคาสูงสุดก็จะได้สิทธินำไปใช้นั้นจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ที่ถูกนั้นจะต้องนำประโยชน์อย่างอื่นที่ประชาชนจะได้รับจากการใช้ระบบ 3 จีมาพิจารณาด้วย และเมื่อแนวความคิดเป็นเช่นนี้การคัดเลือกหาผู้ประกอบการ 3 จี รายใหม่ จึงจะใช้วิธีประมูลโดยเอาวงเงินเป็นเครื่องชี้ขาดอย่างเดียวไม่ได้ คณะของท่านได้เสนอวิธี “ประกวดความงามแบบเปิดเผยต่อสาธารณะ” เช่นในหลายประเทศได้ปฏิบัติกันในระยะหลังๆ
นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติยังได้ฝากแง่คิดไว้ว่ากิจการโทรคมนาคมไม่เหมือนกับธุรกิจทั่วๆ ไปอย่างอื่น ควรจะได้สงวนให้เป็นกิจการของคนไทยโดยแท้จริง ไม่ใช่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นนิติบุคคลไทยแต่เพียงในนาม ประเด็นนี้สำหรับคนไทยที่รักชาติ (อยู่บ้าง)ก็คงจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรไม่ต้องอธิบายกันมาก
ข่าวล่าจากกระทรวงการคลังว่าถ้าจะออกใบอนุญาต 3 จี ก็ต้องแปรสัญญาผู้ประกอบการปัจจุบันเสียก่อน ข่าวนี้ยิ่งจะทำให้การออกใบอนุญาต 3 จีเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นไปอีก...
นายหนูใหญ่ [email protected]



