
หยุด!...คิดก่อนแต่งตั้งนายตำรวจ
ยกฟ้อง ดิฉันอุทานด้วยน้ำเสียงแสดงความประหลาดใจ หลังจากอดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติดเล่าถึงผลคำพิพากษาให้พวกเราฟังด้วยน้ำเสียงมีความสุข ถึงแม้ว่าเขาจะยังมีคดียาเสพติดอยู่ระหว่างรอการพิจารณาอีกคดีหนึ่ง ความประหลาดใจของดิฉันเกิดขึ้นเนื่องจากชายหนุ่มผู้เล่านั้น
คืนวันหนึ่ง เขาหายตัวไปในระหว่างที่ขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งของ (ยาเสพติด) เมียสาวของเขาหารายได้ด้วยการ "ทำของ" (จำหน่ายยาเสพติด) และเข้าบ่อนเล่นการพนัน เธอพยายามโทรศัพท์ติดต่อสามีแต่ไม่มีใครรับสาย เมื่อเวลาผ่านไปโทรศัพท์ถูกปิดและเปิดเป็นระยะ แต่ไม่มีการรับสาย พฤติกรรมดังกล่าวทำให้หญิงสาวได้ข้อสรุปจากประสบการณ์ที่เธอคลุกคลีอยู่ในวงการยาเสพติดว่า “โดนตำรวจอุ้ม” เธอวนเวียนเข้าออกสถานีตำรวจเพื่อหาข่าวเกี่ยวกับสามีของเธอ ซักถามกลุ่มเพื่อนที่ทำงานเป็นสายลับให้ตำรวจแต่ไม่มีคำตอบ ไม่มีใครบอกข้อมูลเกี่ยวกับสามีของเธอ
"พอครบ 3 วันมันก็จะปล่อยตัว” หญิงสาวพูดให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟังถึงขั้นตอนการทำงานของเหล่าบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจในลักษณะของผู้ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการกระทำผิดและวิถีการจับกุมปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนดิฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อผู้กระทำผิดมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการจับกุม สืบสวน สอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วนั้นจะส่งผลให้การปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดนี้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร??
หญิงสาวยังเล่าต่ออีกว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งสามีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนต่อไปแล้วนั้น เหล่าบรรดาผู้ต้องหาจะต้องทำอย่างไรบ้าง การช่วยเหลือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเป็นไปอย่างเกื้อกูล “เคไว้ก่อน พอประกันตัวออกมาได้ก็มาทำใช้เขา” (เค หมายถึงเครดิต หรือการใช้สินเชื่อโดยการนำยาเสพติดไปจำหน่ายก่อน) นี่คือเหตุผลหลักของการกระทำผิดซ้ำและกระทำผิดรุนแรงขึ้นในระหว่างการประกันตัว ด้วยความหวังที่จะหาเงินมาวิ่งเต้นสู้คดีแลกกับอิสรภาพ
“ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงและเงินถึง ส่วนใหญ่ก็รอด” หญิงสาวอธิบายถึงวิธีการทำให้รอด สิ่งที่น่าประหลาดใจคือกลุ่มผู้จับกุมนั้นเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องถูกจูงใจให้เข้ามามีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือ “มันก็มีแหละ พวกนอกคอก จับเองบิดคดีเอง เพื่อผลประโยชน์ แต่ตำรวจไม่สามารถทำได้โดยลำพังนะ อย่าคิดว่าพวกนอกคอกจะมีเฉพาะในองค์กรตำรวจ” นายตำรวจมือปราบตอบคำถามข้อสงสัยเมื่อดิฉันซักถามเรื่องราวดังกล่าว เมื่อเห็นดิฉันแสดงสีหน้าสนใจระคนประหลาดใจนายตำรวจใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำว่า “นี่คือเหตุผลที่ผู้บังคับบัญชาต้องใกล้ชิดลูกน้อง ต้องติดตาม กำกับ ตรวจสอบ ม้าพยศน่ะคนขี่ต้องมีฝีมือ ถ้าคนขี่เงอะงะม้ามันก็จะดีดเอา”
เมื่อองค์กรตำรวจแต่งตั้งผู้นำที่ไม่มีฝีมือในการขี่ม้าพยศ สังคมไทยจึงได้เห็นปรากฏการณ์พฤติกรรมนอกแถวของเหล่าบรรดาตำรวจ ความกล้าที่จะกระทำผิดของเหล่าบรรดาอาชญากรกลุ่มต่างๆ และการกระทำผิดซ้ำทันทีที่ได้รับอิสรภาพเพียงแค่ช่วงการประกันตัว งานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นภารกิจที่สำคัญของผู้นำตำรวจ แต่ สถานการณ์การแต่งตั้งโยกย้ายที่ปั่นป่วนและคลุมเครือในปัจจุบัน ทำให้ดิฉันไม่มั่นใจว่าคุณสมบัติของผู้นำดังกล่าวเป็นเกณฑ์สำคัญในการแต่งตั้งผู้นำระดับต่างๆ ในวงการตำรวจไทยหรือไม่?



