
ความเสื่อมสิ้นศรัทธา
คงหมดปัญญาที่จะชี้แนะการกระทำที่ถูกต้อง ดำรงความยุติธรรมและเสริมสร้างความดีงาม ตลอดจนธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยรัฐบาลชุดนี้
เนื่องจากการเดินหน้าแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจชั้นนายพล ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ-ผู้บังคับการ ดำเนินไปอย่างเร่งรีบ รวดเร็ว ตามบัญชีของนักการเมืองผู้ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบัน มีจำนวนเล็กน้อยที่ผู้บริหารของ สตช.ร้องขอ อันเนื่องมาจากการประสานงานจากบุคคลที่ไม่อาจเอ่ยนามได้ 3-4 ตำแหน่ง ซึ่งฝ่ายการเมืองก็ยินยอม
นับเป็นยุคมืดของ สตช.ในเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจชั้นนายพลอย่างแท้จริง !
ขอให้ท่านผู้อ่านลองตรวจสอบย้อนหลังไปสัก 2 ปี จะพบว่ารายชื่อที่ปรากฏในการโยกย้ายแต่งตั้ง 80 เปอร์เซ็นต์จะเป็นชื่อเดิมๆ จากการเลื่อนตำแหน่ง ถัดมาโยกมาอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า พออีกปีก็เลื่อนตำแหน่งอีกแล้ว
ขอเสียทีเถอะท่านโฆษกหน้าอ่อน !?! อย่าได้ออกมาเจื้อยแจ้วชี้แจงถึงเรื่องกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้คนภายนอกฟัง เพราะคนใน สตช.ต่างก็รู้ไส้รู้พุงของผู้เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแต่งตั้งดี จนจะอ้วกแตกทุกครั้งที่มีข่าวแต่งตั้งโยกย้าย
นอกจากนี้ ยังพาให้หมดกำลังใจ รวมถึงทำใจว่า สตช.มีคนดี คนเก่ง ในสายตาของผู้บริหารและนักการมืองแยู่แค่ 30-40 คน ที่สมควรจะได้ตำแหน่งสำคัญต่อเนื่องกันไปแต่ละปี ส่วนคนอื่นล้วนแต่อยู่นอกสายตาหมด
กฎ ก.ตร.มีไว้เพื่อละเมิด ไม่มีผู้ใดรู้เห็น เพราะการแต่งตั้งเป็นความลับ !?!
ความเชื่อถือศรัทธาในผู้บริหารของ สตช.หมดสิ้นแล้ว ทำนองเดียวกันกับความสิ้นศรัทธาของประชาชนที่มีการศึกษา มีสถานภาพในสังคมทุกระดับของประเทศไทย พากันส่ายหัวกับการบริหารบ้านเมืองของบรรดาผู้นำทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้
คำพร่ำบ่นของอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ที่หัวเสียต่อการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาในสังกัด ต่อกรณีการลอบยิงลูกระเบิดใส่เวทีชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา จะต้องเกิดกับทุกกองบัญชาการ หากปล่อยให้มีการกระทำที่ประชาชนเสื่อมสิ้นศรัทธาเช่นนี้
คมพิทักษ์ราษฎร์



