ข่าว

โผล่อีก!แนวรั้วสังกะสีเขมรด่านช่องสะงำ

โผล่อีก!แนวรั้วสังกะสีเขมรด่านช่องสะงำ

05 มี.ค. 2552

โผล่อีก แนวรั้วสังกะสีเขมร บริเวณด่านชายแดนช่องสะงำ แฉกัมพูชาไม่สนคำทักท้วงของไทย หวั่นเป็นยุทธการรุกพื้นที่ซึมลึก จี้รัฐบาลเร่งเจรจาก่อนสูญเสียอธิปไตย นักวิชาการชี้ รัฐรับรู้ปัญหา แต่มุ่งแก้ปัญหาส่วนตัวก่อน จนเขมรได้ใจรุกคืบไม่หยุด

กรณีที่ประเทศกัมพูชาได้สร้างบ้านพัก ในเขตพื้นที่พิพาทด้านซำแต ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 7 หลัง จากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการสร้างเอาไว้แล้ว 1 หลัง ล่าสุดทางฝ่ายประเทศกัมพูชา ได้ดำเนินการก่อสร้างแนวรั้ว และที่พักอาศัยให้ชาวกัมพูชาที่ประกอบอาชีพค้าขาย และอาศัยอยู่บริเวณตลาดช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ มาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2552 เป็นต้นมา ทั้งที่ยังเป็นพื้นที่พิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่ได้เจรจาปักปันเขตแดนให้ชัดเจน จึงเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2543 ที่มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรใดๆ ใกล้พื้นที่ชายแดน จนกว่าจะมีการเจรจาปักปันเขตแดนอย่างชัดเจนให้แล้วเสร็จ
 แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในสายตาหน่วยงานด้านความมั่นคงมาโดยตลอด และมีการทักท้วงไปยังผู้บริหารทั้งในระดับจังหวัดและผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่สนใจและละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ดำเนินการก่อสร้างแนวรั้วเหมือนเป็นการประกาศเขตแดนของตัวเองอย่างชัดเจน
 แหล่งข่าวกล่าวว่า โครงการก่อสร้างแนวรั้วสังกะสีดังกล่าว ได้ถูกระงับการก่อสร้างไปชั่วคราว หลังจากมีการทักท้วงจากฝ่ายความมั่นคงของไทยไป เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2552  แต่ต่อมาได้มีการดำเนินการก่อสร้างอีกในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ โดยอ้างว่า ได้เจรจาตกลงกับผู้บังคับบัญชาและนายทหารระดับสูงของฝ่ายไทยแล้ว ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า โครงการก่อสร้างแนวรั้วสังกะสีของฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการเสร็จแล้ว  เป็นลักษณะแนวรั้วสังกะสีและแผ่นเหล็กติดยาวไปตามแนวรั้ว มีสภาพแข็งแรง ทนทาน  สามารถป้องกันบุคคล หรือสัตว์ใหญ่ไม่ให้สามารถเข้าออกได้อย่างสะดวก
 แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายให้ประชาชนเป็นแนวร่วมในการบุกรุกแผ้วถางป่าไม้ในเขตชายแดนไทยและกัมพูชา พร้อมกับอนุญาตให้ประชาชนจับจองเป็นพื้นที่ทำกิน ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย โดยหวังผลยึดครองพื้นที่บริเวณชายแดนแบบซึมลึก หากรัฐบาลไทยมีคำสั่งให้กองทัพใช้กำลังทหารในการผลักดันออกไป ก็จะถูกประชาคมโลกประณาม แต่หากใช้การเจรจาทางการทูต กัมพูชาก็จะอ้อนคะแนนเสียงจากชาวโลกว่า ประชาชนเขามีฐานะยากจน และมีความต้องการพื้นที่อยู่อาศัยและทำกิน จึงแอบลักลอบบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ และอาจจะล่วงล้ำอธิปไตยของไทยบ้าง เพราะไม่ทราบแนวเขตที่ชัดเจน โดยอ้างว่าเรื่องดังกล่าวรัฐบาลไม่มีส่วนรู้เห็น
 “ทางออกในขณะนี้คือ รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาเพื่อสำรวจปักหลักเขตแดน ในจุดที่เป็นข้อพิพาทให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นการรักษาอธิปไตยของประเทศแล้ว ยังเป็นการป้องกันการบุกรุกแผ้วถางป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดตามแนวชายแดน พร้อมเสนอให้มีการขึ้นทะเบียนผืนป่าบนเทือกเขาพนมดงรักเป็นมรดกโลกร่วมกันต่อไป” แหล่งข่าวรายเดิมกล่าว
  นายชัยวุฒิ เทโพธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น ฝ่ายความมั่นคงรับทราบข้อมูลและนำเสนอต่อรัฐบาลมาโดยตลอด แต่ไม่มีการตอบรับจากรัฐบาล ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเองก็มุ่งแต่แก้ปัญหาภายในของตัวเองเป็นหลัก จึงขาดเสถียรภาพทางการเมืองและอ่อนด้อยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาถึงทุกวันนี้
 อาจารย์รายนี้ กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องเขตแดนไทยกับกัมพูชา เปรียบเสมือนกับคนเป็นโรคฝี มีอาการเรื้อรังมานานและยังไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด เพียงแต่หมอเอาผ้าพันแผลปิดไว้เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด รอเวลาที่จะมีหมอฝีมือดีเอามีดมากรีดแผลเอาหนองออกและรักษาให้หายขาด ขณะที่แผลเก่าคือเรื่องปราสาทพระวิหาร ยังไม่หายขาด ก็เกิดแผลใหม่ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ เช่นเรื่องชายแดนช่องสะงำ ซึ่งตามความจริงตลาดช่องสะงำจะต้องถอยออกไปอยู่หลังหน้าผา ซึ่งเป็นเขตแดนของกัมพูชาอย่างแท้จริง แต่เมื่อไทยอนุญาตให้เขาเข้าอยู่อาศัยมานานแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะทึกทักเอาว่าเป็นแผ่นดินของเขา เมื่อรุกจุดนี้ได้สำเร็จและไม่มีการทักท้วงก็จะรุกจุดอื่นไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น
 “หากรัฐบาลกัมพูชาอ้างว่าพลเมืองตามแนวชายแดนของเขายากจน จำเป็นต้องแสวงหาพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย   พลเมืองไทยตามแนวชายแดนเองก็ใช่ว่าจะร่ำรวย และมีฐานะยากจนเช่นเดียวกัน หากไปรุกล้ำอธิปไตยของเขมรบ้าง รัฐบาลกัมพูชาจะคิดอย่างไร เข้าใจอยู่ว่าทุกคนเกิดมาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ในเมื่อมีแนวเขตประเทศเป็นเขตแบ่งกั้นการปกครองก็ต้องเคารพในสิทธิและอธิปไตยของแต่ละฝ่ายด้วย” นายชัยวุฒิ กล่าว