
โตชิบาเล็งปั้นไทยศูนย์กลางดีไซน์เปิดแผนปีหน้าลุยทุกตลาด-อัดโปรโมชั่นทั้งปี
โตชิบาของบริษัทแม่ในญี่ปุ่น ดันไทยศูนย์กลางดีไซน์ รองรับยุทธศาสตร์ใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เปิดกลยุทธ์ปีหน้าลุยตลาดทุกน่านน้ำ พร้อมเปิดศึกรับมือการแข่งขันเดือด มั่นใจมีสินค้าในราคาแข่งขันได้ เตรียมอัดโปรโมชั่นตลอดปี
นายฮิเดโนริ มัสสุอิ ประธานบริษัท โตชิบาไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์ของบริษัทในปี 2553 ต้องการดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ไม่ได้เน้นไปที่การผลิตสินค้าเพื่อขายในประเทศเท่านั้น โดยรวมถึงการเป็นศูนย์กลางด้านการดีไซน์ เซ็นเตอร์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งขณะนี้โตชิบา ไทยแลนด์ อยู่ระหว่างการเสนอโครงการดังกล่าวกับบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะได้รับการอนุญาตให้ตั้งศูนย์นี้ในไทย เนื่องจากมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากพอ และหากมีการตั้งขึ้นจริงคาดว่าจะอยู่ที่เดียวกับโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางกระดี่ ที่เป็นฐานการผลิตใหญ่ของโตชิบาที่มีอยู่หลายโรงด้วยกัน
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า แนวคิดการตั้งศูนย์กลางด้านการดีไซน์ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2553-2555 คือการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟ อีโคโนมี โดยที่ผ่านมาโตชิบามีโครงการนำร่องร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการออกแบบสินค้าอยู่แล้ว
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดในปีหน้านั้น บริษัทจะบุกตลาดในเชิงรุกมากขึ้น โดยเน้นกลยุทธ์ Cool Wave ซึ่งหมายถึงการบุกตลาดทุกน่านน้ำ แม้แต่ตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง อย่างน่านน้ำสีแดง หรือ เรด โอเชี่ยน (Red Ocean) แต่โตชิบาก็มีสินค้าคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมด้วยการจัดโปรโมชั่นตลอดทั้งปี
ขณะที่น่านน้ำสีฟ้า หรือบลู โอเชี่ยน (Blue Ocean) ถือเป็นตลาดใหม่ที่โตชิบาใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง และเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ เช่น ตู้เย็นประตูเดียวที่ปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้ประกอบการรายใดทำตลาด เนื่องจากเห็นว่าระดับราคาไม่แตกต่างจากตู้เย็นสองประตูมากนัก แต่โตชิบาก็ยังทำตลาดอยู่ พร้อมกับออกโมเดลใหม่มาทุกปี
ส่วนน่านน้ำสีขาวหรือ ไวท์ โอเชี่ยน (White Ocean) บริษัทก็ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยเน้นการทำธุรกิจที่ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม จรรยาบรรณ และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในทุกหมวดทุกรายการ ทั้งกลุ่มเอชเอ ไอที และเอวี โดยจะเพิ่มงบการทำตลาดเป็น 500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้งบไป 400 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการปีนี้ รอบบัญชีตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2552 - มีนาคม 2553 นั้น นางกอบกาญจน์กล่าวว่า ถึงแม้ขณะนี้บริษัทจะยังไม่ปิดปีงบประมาณ แต่ก็มั่นใจว่าจะได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือ 5,700 ล้านบาท เติบโต 15% ส่วนปีหน้างวดระหว่างเดือนเมษายน 2553 - มีนาคม 2551 บริษัทก็มั่นใจเช่นกันว่าจะเติบโต โดยตั้งเป้ารายได้ไว้ 6,500 ล้านบาท สำหรับรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มเอชเอ 55% รองลงมาคือ ไอที 30% และ 15% เป็นกลุ่มเอวี



