
ตราด : เมืองต้นยาง เส้นทางผ่านทัพด่านฝั่งตะวันออก
ปัจจุบัน จ.ตราด เป็นพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของไทย ที่มีเกาะใหญ่น้อยต่างๆ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่รู้จักกันดี แต่สำหรับความสำคัญของพื้นที่ จ.ตราด ในสมัยก่อน ยังมีบทบาทด้านต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บ้านเมืองไทยอีกด้วย
ชื่อ ตราด ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ เดิมมีการสะกดใช้ปะปนเป็น “กราด” และ “ตราษ” ด้วย โดยมีที่มาของชื่อหมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่ง เรียกต้นกราด หรือ ตราษ เป็นภาษาเขมร แปลว่า ต้นไม้ยาง เป็นไม้มากประโยชน์ ต้นใช้ในการก่อสร้าง น้ำมันใช้รักษาโรคผิวหนังบางชนิด และยางใช้ทำไต้ ยาเรือ หรือทาเครื่องจักสาน
ชื่อเมือง ตราด มีปรากฏเก่าสุด พ.ศ.2178 ในทำเนียบหัวเมืองรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง ยุคกรุงศรีอยุธยา เป็นหัวเมืองชายทะเล เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศและการคลัง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นจุดผ่านเส้นทางเดินทัพ เพราะเป็นเมืองหน้าด่านทางฝั่งตะวันออก และยังมีบทบาททางการทหารมาตั้งแต่พระเจ้าตากยกทัพรวบรวมไพร่พลจากจันทบุรีมาถึงเมืองตราด โดยเฉพาะสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในการศึกสงครามที่เกี่ยวข้องกับดินแดนทางฝั่งตะวันออก และได้เข้าร่วมราชการทัพที่เกี่ยวข้องกับญวน ลาว เขมร หลายครั้งหลายคราว
ยุคล่าอาณานิคม ปี 2522 ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานีทหารเรือขึ้นตามชายฝั่งด้านตะวันออก จ.ตราดและเกาะกง มีฐานะเป็น “สเตชั่นทหารเรือ” เพื่อเป็นด่านป้องกันภัยคุกคามจากฝรั่งเศสทางทะเล
พ.ศ.2447-2449 ไทยยกตราดและเกาะช้างทั้งหมดตั้งแต่แหลมสิงห์ไปจนถึงเกาะกูด รวมทั้งเมืองปัจจันตคีรีเขตร (เกาะกง) ให้ฝรั่งเศส เพื่อให้ถอนทหารออกจากจันทบุรี แต่ฝรั่งเศสก็ได้ส่งมอบเมืองตราดคืนเป็นของไทย ปี 2449 แลกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ
การปกครองบริหารบ้านเมืองยุคนั้น การแลกดินแดนดูจะเป็นเรื่องปกติ เพราะต้องคิดว่าได้กับเสียอย่างไหนคุ้มกว่า และการตัดสินใจบางครั้งก็เป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ อาจคล้ายกับเรื่องปราสาทพระวิหารที่เรายินยอมการปักปันเขตของฝรั่งเศสในครั้งนั้น เพราะต้องแลกกับดินแดนสยามส่วนใหญ่
เราคงไม่ได้อ่อนแอจนต้องยอมฝรั่ง แต่ทางเลือกที่ดีบางทีก็มีไม่มากนัก!
"เรือนอินทร์ หน้าพระลาน"



