ข่าว

รายงาน-หมาหัวเน่า

รายงาน-หมาหัวเน่า

24 พ.ย. 2552

"ทักษิณ ชินวัตร" กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์จากสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองให้มากที่สุด

 โดยเฉพาะเมื่อ "วันพิพากษา" ได้งวดเข้ามาทุกขณะ

 นั่นหมายถึงว่าหาก "ล้มกระดาน" ได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ทรัพย์สินที่อ้างว่าหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของครอบครัวจะไม่ตกเป็นของแผ่นดิน

 เพราะนาทีนี้ "ทักษิณ" รู้ดีว่าตัวเองได้พลาดอย่างมหันต์ ที่ดันทิ้งร่องรอยให้ตามสืบได้อย่างหมดเปลือก

 โดยเฉพาะชัดเจนจากการขึ้นให้ปากคำของ วรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 ความจริงทั้งหมดจึงได้กระจ่างกันสักที !!!

 สำคัญกว่านั้น ยังมีน้ำหนักที่น่าเชื่อได้ว่าข้อมูลจากปากพยานในส่วน "ก.ล.ต." คนนี้ จะมีผลต่อการพิพากษาของศาลอย่างแน่นอน

 โดยเฉพาะประเด็นสังคมกำลังลุ้นกันอยู่ว่า ทรัพย์สินทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาทเศษนั้น ควรจะตกเป็นของแผ่นดินเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม

 หลังจากก่อนหน้านี้เริ่มมีกระแสข่าวปล่อยออกมาว่า "ทักษิณ" อาจได้คืนทรัพย์สินบางส่วน ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่ก่อนจะเข้ามาเล่นการเมือง

 แต่หลังจากการให้ปากคำของ "ก.ล.ต." กระแสเริ่มตีกลับในทำนองเป็นไปได้ว่าอาจไม่ได้คืนเลยสักบาท

 เหตุเพราะ "ทักษิณ" แอบซุกซ่อนเงินไว้นอกประเทศจำนวนมหาศาล นอกเหนือจาก 7.6 หมื่นล้านบาทที่อยู่ในประเทศไทย

 นั่นหมายความว่า เป็นไปได้สูงทีเดียวว่า "ทักษิณ" ได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สินที่ต้องยื่นแสดงต่อป.ป.ช.มาตลอดการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 และ "ทักษิณ" ก็ยังคงได้รับดอกผลจากการทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดมา ผ่านการทำธุรกรรมโดย "นอมินี"

 จุดที่พลาดของ "ทักษิณ" ก็คือ รายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ครั้งหลังสุดมีอยู่เพียง 500-600 ล้านบาท

 ขณะที่เงิน 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ ที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มทุนเทมาเส็ก สิงคโปร์นั้น ก็ถูกอายัดไว้แล้ว

 คำถามก็คือ ถ้า "ทักษิณ" มีเงินอยู่แค่ 500-600 ล้านบาท แล้วเอาเงินที่ไหนไปซื้อทีมฟุตบอล "แมนเชสเตอร์ ซิตี้" ที่แพงถึง 7,000 กว่าล้านบาท !

 ประเด็นนี้แหละที่เป็น "จุดตาย" ที่แม้แต่ตัว "ทักษิณ" เองก็รู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสที่จะได้เงินทั้งหมดกลับคืนมานั้นแทบไม่มี

 ที่สำคัญถ้ารอถึง "วันพิพากษา" เมื่อไหร่ คนทั้งประเทศ และทั้งโลกก็จะรู้ว่า ที่แท้ "ทักษิณ" เป็นคนลวงโลกหรือไม่

 ไม่ใช่ "รวยแล้วไม่โกง" อย่างที่สร้างภาพมาตลอด 10 กว่าปี

 และคราวนี้ก็คงไม่สามารถอ้างเหตุ "บกพร่องโดยสุจริต" ขึ้นมาปกป้องตัวเองเหมือนกับตอน "ซุกหุ้น" ครั้งแรกได้อีกเช่นเดียวกัน

 ด้วยเหตุที่เรื่องนี้ มันมากกว่าเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท เพราะมันหมายถึงความน่าเชื่อถือของ "ทักษิณ" ที่จะถูกลบออกจากสารบบ "นายกรัฐมนตรี" อย่างสิ้นเชิง

 จึงไม่แปลกเลยที่เราจะได้เห็น "ทักษิณ" พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เล่นเกมแรงขึ้นทุกวัน

 หยิบทุกประเด็นมาโยง เพื่อให้เป็นเหตุแห่งความชอบธรรมในการชุมนุมเคลื่อนไหวของลูกสมุนเสื้อแดง เพื่อปิดเกมรัฐบาลให้ได้ โดยไม่สนใจว่าจะเหมาะควรแก่กาลเทศะหรือไม่ อย่างไร

  "ทักษิณ" นอกจากจะใช้ "ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ" ด้วยการยืมมือประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจส่วนตัวอย่างแนบแน่นมาเป็นแนวร่วม พร้อมกับจุดชนวนปะทะตามตะเข็บชายแดนแล้ว 

 ยังแตกออกเป็น "ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง" ซึ่งเป็นแนวถนัดของนักรบเดือนตุลาสายเหยี่ยวหลายคน โดยอาศัยกองกำลัง "เสื้อแดง" ปลุกระดมเป็นดาวกระจายไปพื้นที่ต่างๆ
 
 นอกจากนั้นยังใช้ "ยุทธศาสตร์สื่อสารไร้พรมแดน" เป็นเครื่องในการปลุกระดมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทวิตเตอร์ ทีวีดาวเทียม ล่าสุดยังเปิดทีวีอินเทอร์เน็ตในชื่อ "VOICE TV" อีกครบสูตร

 ที่สำคัญ "ทักษิณ" ยังเพิ่มตัวละครเข้ามาในการทำสงครามครั้งสุดท้ายอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น "บิ๊กจิ๋วแอนด์ เดอะแก๊ง", กลุ่มยังเติร์ก จปร.7, และกลุ่มตท.10 เข้ามาเสริมกำลัง

 แต่จุดขายล่าสุดคือการกระชาก "ทายาท 2 พี่น้อง" อย่าง โอ๊ค-เอม "พานทองแท้-พิณทองทา ชินวัตร" มาร่วมแสดงเพื่อเรียกความเห็นใจจากมวลชน

 โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวหนังสือมาแล้ว และล่าสุดก็ได้จูงกันมาเปิดตัว "Voice TV" เพื่อช่วยพ่อบังเกิดเกล้าอีกทาง

 งานนี้ "ทักษิณ" พร้อมจะขย่มรัฐบาลให้ "ตายกันไปข้าง" ถึงขั้นมีรายการ "ขู่ฆ่า" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนรัฐบาลต้องประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง คุมเกมพื้นที่เมืองหลวงตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน-14 ธันวาคม 52

 โดยจะอาศัยการปลุกระดมเสื้อแดงตั้งขบวนรับ "อภิสิทธิ์" ที่เชียงใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายนนี้เป็นหัวเชื้อ

 ฉะนั้นสงครามครั้งนี้ "ทักษิณ" จึงต้องแลกด้วยชีวิตเท่านั้น !!!

 ที่สำคัญ "ทักษิณ" คงทนเห็นตัวเองเป็น "หมาหัวเน่า" ในสังคมไทยและสังคมโลกไม่ได้

 โต๊ะข่าวการเมือง