
เล็งจังหวะระบายข้าวสต็อก-โรงสีอัดทุบราคา
พาณิชย์เล็งจังหวะระบายข้าวในสต็อก หวั่นเสียโอกาสทำกำไร แย้มอาจทดลองตลาดไม่กี่หมื่นตันก่อน ด้านโรงสีข้าวไทยเบรกขายออกตอนนี้เท่ากับทุบราคาข้าว ชี้ราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอีกแน่ แค่วันที่ 23 พฤศจิกายนวันเดียวราคาพุ่งตันละ 500 บาท
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังหาจังหวะในการระบายข้าวในสต็อก เนื่องจากราคาข้าวอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลบริหารจัดการข้าวในสต็อกไม่ดี ก็อาจเสียโอกาสในการทำกำไรจากข้าวที่มีอยู่ แต่หากระบายก็กลัวจะทำให้ราคาที่กำลังดีอยู่ลดลงไปหรือไม่ โดยถ้าได้จังหวะเหมาะสมจะเสนอให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาทดสอบตลาดไม่กี่หมื่นตันไปก่อน
ทั้งนี้ ในการระบายข้าวต้องพิจารณาช่วงเวลาระบายที่เหมาะสม โดยจะคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ความต้องการตลาด หากตลาดมีความต้องการมาก การระบายข้าวจะส่งผลกระทบไม่มากนัก 2.ราคา ในช่วงนี้อาจยังไม่เหมาะสม จึงกำหนดต้องทดสอบตลาด ด้วยการระบายลอตเล็กๆ ไม่กี่หมื่นตัน หากระบายแล้วราคาผันผวน ก็ต้องยกเลิกแผนระบายไว้ก่อน และ 3.ภาวะตลาดภายใน
ด้านนายปราโมทย์ วานิชชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการระบายข้าวในช่วงนี้ แม้จะอ้างว่าเพื่อทดสอบตลาดก็ตาม เพราะสถานการณ์ราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะสูงกว่าในขณะนี้อีก โดยในช่วงวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ราคาพุ่งขึ้นถึง 500 บาทต่อตัน ราคาประกาศซื้อล่าสุดอยู่ที่ 16,500 บาทต่อตัน ใกล้จะถึงราคาตันละ 1.8 หมื่นบาทแล้ว ดังนั้น หากรัฐมนตรีพาณิชย์ประกาศออกมาช่วงนี้ จะถูกโห่ได้ว่าบริหารสต็อกไม่เป็น เพราะรู้อยู่แล้ว ว่าราคาข้าวจะพุ่งไปอีก หากขายออกมาทุกคนก็จ้องซื้อ ถ้ารอไปอีก 1-2 เดือนให้ราคาขึ้นถึง 1.9 หมื่นบาทก่อน ค่อยทดสอบตลาดก็ไม่สายเกินไป
"การปล่อยข้าวออกมาทั้งที่ราคาจะสูงขึ้นอีก มีเจตนาจะปล่อยข้าวออกมาเอื้อให้ใครที่ไปทำสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ในราคาต่ำ ไม่ให้เจ็บตัวมากไปหรือไม่ เพราะทุกฝ่ายก็คาดการณ์ว่าราคาข้าวจะพุ่งสูงต่อเนื่อง การระบายข้าวออกมาตอนนี้เท่ากับการทุบราคาและสะท้อนแนวคิดว่าไม่ฉลาดเลย" นายปราโมทย์กล่าว
ขณะที่หนังสือพิมพ์บรูไน ไทม์ส รายงานอ้างผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (ซีพีอี) ว่า ซีพีอีอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลบรูไน ถึงการสร้างโรงสีข้าวแห่งใหม่ ซึ่งหากสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ก็จะเริ่มการก่อสร้างทันที และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2553



