ข่าว

แพคใหญ่  8 หมื่นล้าน อุ้มยางทั้งระบบ

แพคใหญ่ 8 หมื่นล้าน อุ้มยางทั้งระบบ

27 ส.ค. 2562

ชงแพ็คเก็ตยางใหญ่เกือบ 8 หมื่นล้านบาท อุ้มราคายางขึ้นทั้งระบบ เข้าครม.ประกันรายได้ราคายาง60บาท ทุ่มกว่า3.3หมื่นล้านบาท ดูดซับยางจากตลาดกว่า 1.15 ล้านตัน

 

27 สิงหาคม 2562 รมว.เกษตรฯชงปล่อยเงินกู้ให้เอกชน รับซื้อยางเข้าสต็อก -แปรรูป 4.5หมื่นล้านบาท ให้เกษตรกรสวนยางไร่ละ1หมื่นบาท ลดพื้นที่ปลูกยาง 4แสนไร่ ปล่อยกู้สถาบันเกษตรกร เข้าซื้อยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท 7แสนตัน เอกชนขานรับรักษาเสถีรยภาพราคายางพารายั่งยืน 


 

 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้เชิญทุกภาคส่วนมาประชุมสรุปแผนการดำเนินงานโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพาราเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและลดผลกระทบให้แก่เกษตรกรเดือดร้อนราคายางพาราตกต่ำ เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการได้ต้องขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 มี 1,129,330 ราย พื้นที่ 13,326,540 ไร่ กรอบวงเงินงบประมาณ 33,074,031,095 บาท เฉลี่ยผลผลิต 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน ได้ปริมาณผลผลิตรวม 267,000,000กิโลกรัม
ขณะนี้แผนปฏิบัติการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมนำเสนอบอร์ดกยท. จากนั้นจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) แล้วเสนอครม. พิจารณาโดยเร็วที่สุด


ทั้งนี้กยท. กำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้เป็นยางแห้ง 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน รายละไม่เกิน 25 ไร่ ระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – เดือนมีนาคม 2563 ราคายางที่ประกันรายได้กำหนดให้สำหรับยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60.00 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57.00 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) 50.00 บาท/กิโลกรัม

 

นอกจากนี้ยังกำหนดให้เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการต้องปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นหรือเลี้ยงปศุสัตว์ร่วมในสวนยาง เป็นต้น เพื่อเพิ่มรายได้อย่างความยั่งยืน สำหรับการจ่ายเงินจะโอนเข้าบัญชีของเกษตรกรผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย 2 เดือนจ่าย 1 ครั้ง


นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า กำลังเร่งประสานกับหน่วยราชการต่างๆ ในการทำข้อตกลงรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรเพื่อนำไปแปรรูปใช้ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ส่วนผู้ประกอบการที่มาร่วมประชุมวันนี้ ยินดีร่วมมือเพิ่มสต็อกยาง (ยางแห้ง) ซึ่งมีโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงินกู้รวมทั้งสิ้น 20,000 ล้านบาท เพื่อดูดซับยางออกจากระบบให้ได้ 11% ของผลผลิตยางแห้ง 350,000 ตัน

 

โดยผู้ร่วมโครงการต้องมีสต็อกยางเพิ่มขึ้นมากกว่าสต็อกเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี รัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยอัตราไม่เกิน 3% รวมไม่เกิน 600 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึง กันยายน 2563 เงินกู้สำหรับขยายกำลังการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง 25,000 ล้านบาทซึ่งผู้ประกอบการต้องใช้ยางมากขึ้นอย่างน้อย 4 ตันต่อปี ต่อวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับการชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% จะทำให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น 100,000 ตันต่อปี

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดภาษีให้เพื่อเป็นแรงจูงใจ โดยผู้ประกอบการที่เพิ่มปริมาณการใช้ยางมากขึ้นกว่าปีก่อนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อยางวัตถุดิบไปลดหย่อนภาษีจากกรมสรรพากรได้ถึง 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562

 

 

ส่วนผู้แทนสถาบันเกษตรกรนั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำความเข้าใจถึงการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดซึ่งจำเป็นต้องลดพื้นที่ปลูกยางลง 400,000 ไร่ โดยหากปรับพื้นที่ปลูกยางไปปลูกพืชอื่น ทำปศุสัตว์ หรือประมง รัฐบาลสนับสนุนไร่ละ 10,000  ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2567 รวมถึงการขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นทุนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราไปอีกจนถึง 31 มีนาคม 2567 วงเงินรวม  10,000 ล้านบาท ในการรวบรวมยางจากเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 700,000 ตันต่อปี ซึ่งหากทำได้ตามมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวนี้จะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด

 

“จะลดการพึ่งพาตลาดกลางต่างประเทศลงเนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่บิดเบือนราคา ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลกควรมีตลาดกลางของตัวเองเป็น New Rubber Market กำหนดราคาล่วงหน้าในตลาดโลกเองได้ซึ่งจะทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน” นายเฉลิมชัยกล่าว

 

ทางด้านตัวแทนผู้ประกอบการแปรรูปยางพารา กล่าวเสริมด้วยว่าพร้อมดำเนินการตามนโยบายของรมว.เกษตรฯ ที่จะเปิดตลาดยางพาราโลกหรือ ไทยคอม กำหนดราคายางโลกเอง และเห็นด้วยกับมาตรการยกระดับราคายางขึ้นทั้งระบบ ซึ่งสต็อกยางโลกหากจะล้นก็ไม่มากเฉลี่ยปีละ3-4แสนตัน  ถ้าไทยดันเพิ่มการใช้ยางในหน่วยงานรัฐดูดซับยางออกจากตลาดได้ปีละ1ล้านตันแก้ปัญหายางล้นตลาดได้ จากผลผลิตยางปีละกว่า4-5ล้านตัน ทำให้ราคายางของไทยมีเสถีรยภาพมากขึ้น จะลดช่องว่างในการกดราคาเพื่อการเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าลงได้

 

ส่วนนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง กล่าวว่ามาตรการประกันรายได้ช่วยแก้ความเดือดร้อนเฉพาะหน้า และเกษตรกรสวนยาง ถือบัตรสีเขียวที่มีเอกสารสิทธิได้ประโยชน์เท่านั้น ในส่วนเกษตรกรถือบัตรสีชมพู ปลูกยางในที่ป่าเสื่อมโทรม มีใบภาษีบำรุงท้องที่ หรือภทบ.จำนวนมากกว่า3.5ล้านไร่ 3แสนราย กลับไม่เคยเข้าถึงการช่วยเหลือของรัฐ แต่ขายยางทุกกิโลกรัมละ2บาท จ่ายค่าภาษีเซส (ค่าธรรมเนียมส่งออกยาง)ให้รัฐ ที่พ่อค้ามาหักกับเกษตรกร

 

ดังนั้นจะไปยื่นหนังสือเรียกร้องกับนายกรัฐมนตรี ให้รัฐบาลต้องหามาตรการอื่นช่วยเหลือเช่นเดียวกัน ถ้าเทียบกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น อีอีซี ในส่วนเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ รัฐบาลก็เปิดโอกาสเอกชน และบริษัทต่างชาติ เข้ามาเช่าสิทธิใช้ที่ดินได้ถึง99ปี และได้สิทธิลดภาษีต่างๆพิเศษอีกมาก แต่กับเกษตกรไทย จะช่วยกี่ครั้งฝนไม่เคยตกทั่วฟ้า พวกเราน้อยใจกันมาตลอด

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-ลุ้น...ยาง 60 บาท
-"เฉลิมชัย" เทงบ 3.3หมื่นล้าน ลุยประกันราคายาง 60 บาท
-"เกษตรกรสวนยาง"ยิ้มราคายางแผ่นพุ่ง 60 บาท