ข่าว

สศช.ชี้เศรษฐกิจฟื้นไตรมาส3ติดลบ2.8%

สศช.ชี้เศรษฐกิจฟื้นไตรมาส3ติดลบ2.8%

23 พ.ย. 2552

สศช.เปิดตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสามติดลบ 2.8% ชี้แนวโน้มดีขึ้นทั้งปี ติดลบไม่น่าเกิน 3% จากเดิมมองปีนี้ติดลบ 4% ส่วนปีหน้าคาดฟื้นเป็นบวก 3-4% หากนโยบายลงทุนต่อเนื่อง เสนอเลิกมาตรการใช้น้ำ-ไฟฟรี ต่ออายุให้เฉพาะขึ้นรถเมล์-รถไฟฟรี เพื่อให้งบประมาณให้คุ้มค่า แถม

 นายอำพน กิติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงถึงอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในไตรมาส 3 ปี 2552 หรือช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนที่ผ่านมาว่า จีดีพีไทยยังคงติดลบในอัตรา 2.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าของปีเดียวกันขยายตัวในอัตรา 1.3% เป็นการขยายตัวต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดต่อกันในปีนี้ โดยไตรมาสแรกปีนี้จีดีพีติดลบ 7.1% ไตรมาส 2 ติดลบที่ 4.9% ขณะที่ในช่วง 9 เดือน จีดีพีติดลบที่ 5% แสดงให้เห็นว่าสัญญาณเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากกำลังการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นและอัตราว่างงานลดลงเหลือ 1.2%

 ขณะที่การท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น ภาคส่งออกเริ่มขยายตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม ประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และจากความต่อเนื่องของการลงทุนภาครัฐในปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจะทำให้จีดีพีในไตรมาสสุดท้ายของปีขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 2.7-3.2% และทั้งปีติดลบไม่เกิน 3% ปรับตัวดีกว่าคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะติดลบ 4% แต่ทั้งนี้ยังไม่รวมปัจจัยการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงช่วงปลายปีนี้

 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มองว่าหากรัฐบาลยังคงความต่อเนื่องในนโยบายการลงทุนและเร่งเบิกจ่าย สร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชน อีกทั้งเร่งแก้ไขปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดน่าจะทำให้จีดีพีขยายตัวในอัตรา 3-4% โดยการบริโภคภาคเอกชนน่าจะขยายตัว 2.5% การลงทุนขยายตัว 3.8% การส่งออกเพิ่มขึ้น 10% จากปี 2552 ที่คาดว่าน่าจะหดตัว 13.7% ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ประเมินว่าจะเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนตามโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้านไว้จำนวนมาก

 นายอำพน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนนโยบายมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่ง สศช.เห็นว่ารัฐบาลควรเลือกต่ออายุให้บางมาตรการที่ให้ประโยชน์แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก เช่น การรับภาระค่าโดยสารรถประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 ฟรี เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นและให้ประโยชน์แก่ประชาชนครอบคลุมมากกว่าการให้ใช้น้ำ-ไฟฟรี

 “สศช.เห็นว่าควรยกเลิกมาตรการการใช้น้ำ-ไฟฟรี เพราะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป ที่สำคัญยังไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการประหยัดขึ้นแต่อย่างใด ขณะที่งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดน่าจะนำมาใช้สำหรับมาตรการที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมากจริงๆ ทั้งค่ารถเมล์และค่ารถไฟชั้น 3 เท่านั้น ที่ทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า” นายอำพน กล่าวและว่า สศช.เห็นว่าควรใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุดและยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจการประหยัดพลังงานให้มากขึ้นด้วย ที่สำคัญมาตรการที่นำออกมาใช้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าครองชีพจากสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงเป็นหลัก