ข่าว

ไอร์แลนด์น้ำท่วมใหญ่รอบ800ปี

ไอร์แลนด์น้ำท่วมใหญ่รอบ800ปี

23 พ.ย. 2552

ดับลิน-เกิดน้ำท่วมหนักที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ และไอร์แลนด์ บ้านเรือน 2 หมื่นหลังจมอยู่ในน้ำ ขณะที่ไฟป่าในออสเตรเลียยังคงลุกลาม ต้องอพยพผู้ป่วยหนักออกจากโรงพยาบาล

อังกฤษ และไอร์แลนด์เผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนร่วม 2 หมื่นหลังต้องจมอยู่ในน้ำ โชคดีที่ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 2 คน แต่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักอีกในวันสองวันข้างหน้า ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก

 เหตุน้ำท่วมที่ไอร์แลนด์นั้นถือเป็นเหตุร้ายแรงที่สุดในรอบ 800 ปี โดยแม่น้ำหลายสายมีน้ำล้นตลิ่ง เมืองริมชายฝั่งถูกคุกคามจากน้ำทะเลหนุน จุดที่ได้รับความเสียหายหนักสุดคือ เมืองคอร์ก ซึ่งบ้านเรือนประชาชน 1.8 หมื่นหลังไม่มีน้ำประปาใช้เพราะสถานีจ่ายน้ำหลักได้รับความเสียหาย คาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ในการซ่อมแซม

 นายกรัฐมนตรีไบรอัน โคเวนแห่งไอร์แลนด์ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินแล้วประกาศว่า สิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือ ต้องช่วยอพยพคนออกจากบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม และจัดหาน้ำกินน้ำใช้ที่สะอาดให้ประชาชน

 ส่วนที่อังกฤษ มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมราว 1,300 หลัง อีก 1,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ คนต้องไร้ที่อยู่อาศัยหลายร้อยคน สะพานพัง 4 แห่ง ส่วนอีก 11 แห่ง ต้องปิดให้บริการเพราะกระแสน้ำที่ไหลทะลักอย่างเร็วและแรง

 นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์เดินทางไปตรวจเยี่ยมเมืองค็อคเกอร์เมาธ์ ซึ่งได้รับความเสียหายหนักสุด น้ำท่วมได้ทำให้คนหลายร้อยคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และทำให้ตำรวจเสียชีวิตไป 1 นายเนื่องจากน้ำซัดสะพานพังถล่มลงมาขณะที่ตำรวจผู้นี้กำลังทำหน้าที่ไล่รถออกจากสะพาน นอกจากนี้ ยังมีนักพายเรือแคนูเสียชีวิตอีก 1 คน

 อังกฤษยังส่งทหารเข้าตรวจดูตามบ้านเรือนทุกหลังเพื่อค้นหาผู้ที่ติดอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูง 8 ฟุต โดยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศได้หย่อนทหารลงไปบนหลังคาบ้านเพื่อนำประชาชนไปยังที่ปลอดภัย ขณะที่สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ทรงส่งสารถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แสดงความห่วงใย และความโทมนัสอย่างลึกซึ้งต่อเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์นี้

 สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในอังกฤษ และไอร์แลนด์ตามมาในอีกวันสองวันนี้ แม้ว่าจะไม่หนักเหมือนช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่จะทำให้การฟื้นตัวช้าเป็นอย่างมาก

 ส่วนสถานการณ์ไฟไหม้ป่าร่วม 100 จุดทางภาคตะวันออกของออสเตรเลียนั้น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงร่วม 1,000 คนยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสทางภาคกลางของรัฐนิวเซาท์ เวลส์ ทำให้ต้องอพยพผู้ป่วยหนักออกจากโรงพยาบาลไรลสโตนเพราะเกรงว่าจะเกิดไฟโหมกระหน่ำและลุกลามเป็นบริเวณกว้างแบบเดียวกับในรัฐวิคตอเรียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 173 คน