
หลักฐาน "ก.ล.ต.-คตส." "ทักษิณ"ได้เงินคืนริบหรี่
คดียึดทรัพย์ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี 7.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ เริ่มจะมีความเข้มข้นขึ้น หลังจาก "วรัชญา ศรีมาจันทร์" ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ได้ขึ้นเบิกความเกี่ยวกับการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงในบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และการถือหุ้นในบริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด จำกัด ที่พบว่ามีชื่อของ "ทักษิณ" เป็นเจ้าของโดยบริหารผ่านบุตรชายและบุตรสาว
ซึ่งในวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัดไต่สวน "สุนัย มโนมัยอุดม" อดีตอธิบดีดีเอสไอ กรณีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท เอสซี แอส เสท เนื่องจากขณะที่เป็น "อธิบดีดีเอสไอ" เป็นผู้ทำคดีร่วมกับ "ก.ล.ต." แต่ถูกคำสั่งให้ย้ายด่วน และในวันเดียวกัน "บรรเจิด สิงคะเนติ" อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จะขึ้นเบิกความต่อศาลฎีกาฯ เกี่ยวกับการตรวจสอบการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ด้วย
ขณะที่ในส่วนของ "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" (คตส.) เบิกความนำหลักฐานที่บ่งชี้พฤติการณ์ซุกหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหนีกฎหมายก่อนมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว หน่วยงานใต้อำนาจนายกฯ ได้ออกมาตรการเอื้อประโยชน์ให้ "ชินคอร์ป" จนได้เปรียบคู่แข่ง และทำให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้นผิดจากหุ้นโทรคมนาคมอื่นๆ ในเวลา 5 ปี จากมูลค่าหุ้นชินคอร์ป 46.87% เพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นล้านบาท เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท
สำหรับการ "ซุกหุ้นชินคอร์ป 46.87%" ก่อน "ทักษิณ" รับตำแหน่งนายกฯ ทาง คตส.พบว่ามีการใช้ชื่อบุคคลธรรมดา ได้แก่ พานทองแท้, พินทองทา, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, บรรณพจน์ ดามาพงศ์ และใช้ชื่อบริษัท แอมเพิลริช และบริษัทวินมาร์ค แต่ผู้ที่มีชื่อซื้อหุ้นทั้งหมดไม่ได้รับเงินปันผล ทางบริษัทชินคอร์ปได้รับแจ้งว่าห้ามจ่ายเงินปันผลให้พินทองทาและพานทองแท้ โดยคนของคุณหญิงพจนมาน ชินวัตร จะมารับเช็คไปเข้าบัญชีของทั้งสองที่เปิดไว้รับเงินชินคอร์ปโดยเฉพาะ
ส่วน "ยิ่งลักษณ์" ก็เช่นกัน ต้องเปิดบัญชีรับเงินปันผลเป็นการเฉพาะแล้วส่งคืนอีกเช่นกัน สำหรับ "บรรณพจน์" นั้นรับเงินปันผลเข้าบัญชีส่วนตัวอยู่ระยะหนึ่ง ก็ต้องแยกมาสะสมไว้ในบัญชีเฉพาะแล้วรวมส่งเจ้าของ
ในส่วนที่ใช้ชื่อ "บริษัทแอมเพิลริช" และ "บริษัทวินมาร์ค" ถือหุ้นชินคอร์ป จากหลักฐานการไต่สวนของ คตส.พบว่าทั้ง 2 บริษัทจดทะเบียนที่เกาะบริติชเวอร์จิน โดยใช้ที่อยู่เดียวกันที่สิงคโปร์ โดย "ทักษิณ" ยอมรับว่าเป็นเจ้าของบริษัทแอมเพิลริช และได้ขายหุ้นชิน 10.44% ให้บริษัทนี้ในปี 2543 โดยแจ้งต่อ ก.ล.ต.ไว้ ต่อมาปี 2549 หลังจากขายหุ้นชิน 46.87% ให้เทมาเส็ก จึงพบว่าแอมเพิลริชเป็นของ "ทักษิณ" แต่ได้มีการชี้แจงว่า "พานทองแท้" ได้ซื้อแอมเพิลริชจากบิดาแล้ว ในเดือนธันวาคม 2543 ก่อนที่บิดาจะเป็นนายกฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ทำให้ ก.ล.ต.ลงโทษปรับ "พานทองแท้" ฐานไม่แจ้งการรับโอนหุ้นแอมเพิลริชถึง 6 ล้านบาท
สำหรับริษัทวินมาร์คนั้น ก.ล.ต.กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับความร่วมมือจากธนาคารต่างประเทศ และ ก.ล.ต.ต่างประเทศ ยืนยันในคดีเอสซีแอสเสท ว่าบริษัทวินมาร์คเป็นของ "ทักษิณและคุณหญิงพจมาน" ซึ่งในคดีเอสซีแอสเสท เป็นคดีที่ชินวัตรขายหุ้นเอสซีแอสเสทไว้ในบริษัทวินมาร์ค ซึ่ง "วรัชญา ศรีมาจันทร์" ได้เบิกความให้เห็นว่าบริษัทนี้เป็นของ "ทักษิณและภริยา"
โดย "บริษัทแอมเพิลริช" ถูกใช้ชื่อในปี 2543 ได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปจาก "ทักษิณ" จำนวน 10.44% ในราคาเท่าทุน โดย "ทักษิณ" ชี้แจงว่าเป็นเงินที่กู้มาจาก "คุณหญิงพจมาน" และส่งคืนคุณหญิงแล้ว ต่อมาปี 2549 บริษัทแอมเพิลริชได้ขายให้ "พานทองแท้-พินทองทา" ในราคาเท่าทุนหุ้นละ 10 บาท จากนั้นเพียง 1 วันได้ใช้ชื่อทั้งสองทำเป็นขายหุ้นให้ "เทมาเส็ก" ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะถ้าแอมเพิลริชขายหุ้นชินในตลาดให้เทมาเส็กจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี
นอกจากนี้ "คตส." ได้ชี้ให้เห็นว่า หลังจาก "ทักษิณ" เป็นนายกรัฐมนตรีได้เอื้อประโยชน์ต่อกิจการชินคอร์ป สร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคและวิสหกิจของรัฐ และ "เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทเอไอเอส" เช่น "ลดค่าสัมปทานให้เอไอเอส" โดยคณะกรรมการ ทศท.ได้แก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัทพ์เคลื่อนที่ระบบเติมเงินจากส่วนแบ่ง 25% ของรายรับเป็น 20% ของรายรับ ทำให้ ทศท.ขาดรายได้ในปี 2549 ถึงปัจจุบัน ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท, แก้สัญญาให้รัฐต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้โครงข่ายร่วม, ออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
"เอื้อธุรกิจให้บริการสื่อสารดาวเทียมบริษัทชินแซทเทิลไลท์" โดยอนุญาตโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ มีการละเว้นไม่ต้องทำตามสัญญาจากที่ต้องยิงดาวเทียมพื้นฐานดวงที่สี่ (ไทยคม 4) กลับผ่อนผันให้ยิงดาวเทียมไอพีสตาร์แทน, ให้พม่ากู้เงินรัฐบาลไทยซื้อสินค้าชินคอร์ป นอกจากนี้ในช่วงที่ "ทักษิณ" เป็นนายกฯ ธุรกิจชินคอร์ปได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐ โดยเห็นได้จากราคาหุ้นคู่แข่งในกิจการโทรคมนาคมคงที่หรือต่ำลง ขณะที่หุ้นชินคอร์ปกลับมีราคาสูงขึ้นกว่า 250%
ดังนั้นกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ระบุว่าเมื่อมี "ความร่ำรวยผิดปกติ" เกิดขึ้นให้ยึด "ทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง" เป็นของแผ่นดิน คตส.เห็นว่าหุ้นชินคอร์ป 46.87% ถือเป็นแกนกลางในการหาประโยชน์วางแผนหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยใช้อำนาจรัฐกระทำทุจริตเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตัวเองโดยมีหุ้นชินคอร์ปเป็นตัวเชื่อม "หุ้นชินคอร์ป" จึงถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วย
ส่วนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตควรยึดทรัพย์เฉพาะส่วนที่ร่ำรวยหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่คดีนี้ถือเป็นคดีอาญา มาตรา 157 ที่ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
ความผิดนี้จึงไม่ใช่เป็นคดีแพ่งแบ่งสมบัติแล้วจบ แต่เป็นคดีอาญาต้องมีการลงโทษให้เกิดการหลาบจำและไม่เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะคนดังกล่าวเป็นถึง "ผู้นำประเทศ" จึงสมควรยึดทรัพย์สินทั้งหมด
จากหลักฐานการเบิกความของ "ก.ล.ต." กับ "คตส." เชื่อว่านอกจากความหวังได้ทรัพย์สินคืนของ "ทักษิณ" จะริบหรี่แล้ว อาจทำให้ "ทักษิณ" ไม่อยากกลับประเทศไทยไปอีกหลายปี
สมถวิล เทพสวัสดิ์



