
โรคร้ายหนี้นอกระบบ
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังริเริ่มและดำเนินการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน โดยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ จะเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบทั่วประเทศ จากนั้นในเดือนมกราคม 2553
จะนำรายชื่อผู้มาลงทะเบียนเข้าสู่กระบวนการประมวลผล คัดกรองประเภทลูกหนี้ ทั้งนี้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นสถาบันการเงินหลักในการปรับฐานะ ปรับสภาพหนี้ของลูกหนี้เข้าสู่ระบบ นโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่เคลื่อนเข้าสู่กลุ่มประชากรคนรากหญ้าครั้งนี้นับว่าเข้าถึงแก่นของปัญหาซึ่งผูกพันเป็นเสมือนสายโซ่ไปถึงปัญหาต่างๆ มากมายในสังคมไทยอย่างแท้จริง แต่ก็มีประเด็นปัญหาหลายเรื่องที่ต้องพิจารณาเช่นกัน
นายอภิสิทธิ์ อธิบายว่า ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นเรื่องที่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ถึงความเดือดร้อนของประชาชนจำนวนนับล้านคน ที่ต้องทนใช้ชีวิตกับระบบหนี้สิน รวมไปถึงความยากจน โดยต้องชำระดอกเบี้ยโหด "ไทยจะเข้มแข็งไม่ได้ หากไม่เร่งกำจัดปัญหาการชำระหนี้โหดให้หมดไป โดยรัฐบาลไม่ถือว่าการก่อหนี้นอกระบบเป็นปัญหาส่วนบุคคล หรือครอบครัวผู้ก่อหนี้อีกต่อไป และไม่ได้เป็นเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยผู้มีอิทธิพล ความรุนแรง และอาชญากรรมเข้ามาเป็นส่วนประกอบ" อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล จะมิเพียงเป็นการระงับยับยั้งปัญหาเพียงชั่วคราวหรือแก้โรคร้ายด้วยยาแก้ปวดเพียงขนานเดียวหรือ
สมุฏฐานของโรค หรือปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทย หาได้มีรากงอกมาจากปัญหาความยากจนแต่ประการเดียวไม่ ความยากจนซึ่งอาจเป็นสมมติฐานสำคัญของรัฐบาล คล้ายกับว่าหากแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ ก็จะแก้ปัญหาความยากจนได้นั้น เป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำเท่านั้น ปัญหาหนี้นอกระบบซึ่งเกิดขึ้นมากในชนบท หรือชุมชนคนรากหญ้า มีเหตุปัจจัยที่มากไปกว่าความยากจน เช่น การพนัน การใช้เงินซื้อหวย การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย การใช้เงินเพื่อการบันเทิง สันทนาการ และการใช้เงินจากการกู้ยืมนอกระบบไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เหล่านี้เป็นปัญหาที่จะวนกลับมาอีกเป็นวัฏจักร เมื่อการชำระหนี้หมดไป
รัฐบาลอาจจะคิดถึงเป้าหมายทางการเมือง อย่างน้อยการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบก็จะเป็นผลในเชิงจิตวิทยาให้ประชาชนมีความนิยมรัฐบาลนี้มากขึ้น แต่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนประสบความสำเร็จจากนโยบายประชานิยมเลย การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบซึ่งเกี่ยวพันไปถึงปัญหาต่างๆ มากมายในสังคมไทย เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนอย่างแน่นอน แต่ก็จะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่อาจคาดหวังในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ น่าสนใจว่ารัฐบาลกำลังใช้ธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือตำน้ำพริกละลายน้ำหรือไม่ เพราะแม้จะเจตนาดีแต่ในที่สุดแล้วจะเป็นผลร้าย และในที่สุดปัญหาหนี้นอกระบบอันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ชั่วร้ายในสังคมไทยก็ยังไม่หมดไป ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง



