ข่าว

 ขอความรักให้บ้านโฮมฮัก

ขอความรักให้บ้านโฮมฮัก

23 พ.ย. 2552

เมื่อวันก่อนมีฟอร์เวิร์ดเมลเข้ามาที่อีเมลของผมอันหนึ่งซึ่งคิดว่าน่าจะได้นำมาบอกกล่าวกัน ถือเป็นเรื่องที่สังคมน่าจะได้รับรู้ ส่วนการจะช่วยเหลือกันได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละท่านเป็นสำคัญ

 ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยได้ยินชื่อของ คุณสุธาสินี น้อยอินทร์ มาก่อนบ้างแล้วเหมือนกัน ยังนึกชื่นชมในความแกร่งและตั้งใจดีของคุณสุธาสินี ที่เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ แม่ต้อย ผู้ซึ่งก่อตั้งบ้าน โฮมฮัก เพื่อดูแลเด็กที่ถูกสังคมทอดทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นพวกเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ เด็กกำพร้าที่แม้ไม่ได้ติดเชื้อแต่ถูกชุมชนผลักไสไล่ส่งด้วยความรังเกียจ เด็กที่พ่อแม่มีปัญหา จนไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กที่ถูกทารุณกรรมต่างๆ นานา ด้วยความที่เธอมีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสังคมมาตั้งแต่เรียนจบ และได้ทำงานเกี่ยวกับการดูแลเด็ก โดยไม่ขอรับเงินเดือน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่น่าศรัทธาและเชื่อมโยงมาจนถึงปัจจุบันที่ส่งผลให้ บ้านโฮมฮัก กลายเป็นบ้านที่อบอุ่นด้วยความรักที่แม่ต้อยมีให้ต่อเด็กๆ ที่น่าสงสารเหล่านี้ ซึ่งมีอยู่ถึง 104 ชีวิตด้วยกัน

มีตั้งแต่ตัวกระจิ๋วหลิวอายุเพียงแค่ 4 วัน เรื่อยไปจนถึงอายุ 20 กว่าปี บางรายถูกพ่อแม่ของตัวเองนำไปเร่ขายให้เป็นขอทาน บางรายก็เจอเหตุน่าสะเทือนใจกว่านั้น แต่ตัวอย่างหนึ่งที่ในเมลเขียนบอกเล่ากันคือกรณีของเด็กน้อยที่มีนามสมมติว่า น้องส้ม ที่มีอายุ 3 ขวบ ที่ถูกผู้ใหญ่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ หรืออย่างกรณีของ น้องโฟร์ ที่พ่อแม่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ และตัวหนูน้อยเองก็ได้รับเชื้อด้วยเช่นกัน ยังดีที่น้องโฟร์ได้ข้าวสารจากวัดข้างๆ บ้านที่เธอไปขอเศษข้าวเศษแกงมาเคี้ยวพอประทังชีวิตไปวันๆ แต่โลกก็ยังไม่ปรานี นอกจากจะไม่มีใครดูแลแล้ว ซ้ำร้ายยังโดนพระใจโฉดรังแก น้องโฟร์ ผู้น่าสงสารคนนี้จึงมักมีอาการชักหลายครั้ง มีผลทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน และทำให้พัฒนาการต่างๆ ช้ากว่าวัยที่ควรจะเป็น ...ตัวอย่างที่น่าสะเทือนใจยังมีอีกมากมาย แต่เท่าที่ผ่านตามานี้คิดว่าท่านที่มีเมตตาก็คงจะสั่นไหวกันไม่น้อย

 และคงจะยิ่งสั่นไหวกันมากยิ่งขึ้นเมื่อได้รู้ว่า แม่ต้อย ที่อุทิศตนเพื่อเด็กที่สังคมรังเกียจเหล่านี้เองก็กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย...ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปเมื่อไม่มีแม่ต้อยอยู่คอยดูแลเด็กๆ ซึ่งในขณะนี้มีไม่น้อยกว่า 104 ชีวิต ซึ่งคุณสุธาสินีเองก็ทราบปัญหาดี จึงได้จดทะเบียนบ้านโฮมฮักเป็นมูลนิธิเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่แม่ต้อยก่อตั้งบ้านโฮมฮักขึ้นมา เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของเด็กๆ ค่าใช้จ่ายต่างๆ แม้จะสูงถึงเดือนละ 4-5 แสน แต่ด้วยความรักที่มีอย่างล้นเหลือไม่อาจทนดูเด็กตาดำๆ ต้องตายจากไปโดยปราศจากความรักความเมตตาที่ควรจะมีใครสักคนหยิบยื่นให้ เธอจึงขายที่ดินและทรัพย์สินทุกอย่างที่มี แม้กระทั่งสายสร้อยเส้นสุดท้ายที่สวมติดคอมานาน ด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมแปล้ไปด้วยความรักนั้น อย่างน้อยๆ เด็กๆ ที่อยู่อย่างรอความตายเหล่านั้นก็ยังมีโอกาสได้รับการกอดถนอมดูแลจนกว่าวาระสุดท้ายของพวกเขาจะมาถึง แม่ต้อยเล่าไว้ว่า ”ที่น่าเศร้าใจคือสังคมยังคงมีการเลือกปฏิบัติและอคติต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ เมื่อส่งเด็กไปโรงเรียนต้องหาโรงเรียนที่ไกลออกไป บางครั้งเมื่อรู้ว่าเด็กมาจากที่นี่ พ่อแม่ผู้ปกครองก็ประท้วงให้ไล่เด็กออก เพราะสังคมยังขาดความเข้าใจว่า ไม่สามารถติดเชื้อจากการอยู่ร่วมกัน แต่ติดทางเลือดและการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ทำให้ไม่เข้าใจเด็กเหล่านี้ว่า ป่วยแค่ร่างกายแต่ยังมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด ร้องไห้ได้เหมือนกับเรา เด็กเหล่านี้โดนมองเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าใกล้ ขนาดเหลือแต่ร่าง ไร้ลมหายใจ จะเผาในวัดยังไม่ได้ ชาวบ้านกลัวขี้เถ้าฟุ้งไปในอากาศตกหลังคาบ้านแล้วจะติดเอดส์กันทั้งหมู่บ้าน” แม่ต้อยเล่าทั้งน้ำตา

 ปัจจุบันนี้ บ้านโฮมฮัก กำลังประสบภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างหนัก และยังขาดครูพี่เลี้ยง ขาดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเพราะพากันทยอยถอนตัวออกไป หลายคนกำลังหาทางช่วยเหลือเท่าที่พอจะทำได้ เพราะกังวลว่าถ้าแม่ต้อยไม่อยู่แล้วเด็กเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร สำหรับท่านที่อยู่ในภาวะที่พอจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ อาจติดต่อได้ที่มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน โทร.0-4572-2241 ครับ

 ผมคงไม่อาจบอกได้ว่าท่านที่มีเมตตาควรจะให้ความกรุณาต่อมูลนิธิบ้านโฮมฮักได้อย่างไรบ้าง แต่ผมคงไม่อาจปล่อยให้ฟอร์เวิร์ดเมลนี้ผ่านตาไปโดยไม่ได้นำมาบอกกล่าวกันครับ