
รัฐเดินแผนบำบัดหนี้คนจนหลักการดี-เกณฑ์เข้มหวั่นอุ้มได้น้อย
กดปุ่มเปิดโครงการไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงมือนั่งเป็นประธานคณะกรรมการแก้หนี้ระดับชาติด้วยตัวเอง และดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาลงมือร่วมกัน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุ
“รัฐบาลต้องเข้าไปดูแลความเดือดร้อนของประชาชน 1 ล้านรายที่ต้องทนใช้ชีวิตกับวงจรหนี้สินและเผชิญกับความยากจน แถมต้องชำระดอกเบี้ยโหดและเรื้อรัง ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข เพราะไทยจะเข้มแข็งไม่ได้หากไม่เร่งสลัดปัญหาชำระหนี้โหดให้หมดไป” นายกฯ ระบุ
กระทรวงการคลังในฐานะเจ้าภาพได้วางหลักเกณฑ์ รูปแบบและวิธีการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยมอบหมายให้ธนาคารรัฐ 6 แห่งเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย ซึ่งธนาคารเหล่านี้จะรับเป็นแหล่งเงินในการโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบ
จากเป้าหมายการลงทะเบียนที่กระทรวงการคลังประมาณการไว้ 1 ล้านราย ที่ยึดจากสถิติการขึ้นทะเบียนคนจนนั้น ดูเหมือนว่าออมสิน กับธ.ก.ส.จะรับภาระหนักสุด ทั้งในฐานะที่เป็นผู้รับลงทะเบียนช่วงวันที่ 1-30 ธันวาคมนี้ และภาระการรับโอนหนี้นอกระบบ ทำให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ คุณสมบัติการรับโอนหนี้ ซึ่งหากพิจารณาแล้วก็ไม่แตกต่างกับการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินตามปกติมากนัก จึงเป็นไปได้ว่าในจำนวนลูกหนี้ที่ลงทะเบียน 1 ล้านรายนั้น อาจมีผู้ผ่านเกณฑ์ไม่ถึงครึ่ง เพราะดูเหมือนมีขอบเขตจำกัดไม่น้อย
"กรณ์ จาติกวณิช" รมว.คลัง ยอมรับว่าคงไม่สามารถช่วยได้ทุกราย แต่จะพยายามช่วยให้ได้มากที่สุด ซึ่งน่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และอาจมีหนี้อื่นปลอมปนเข้ามาบ้าง แต่ก็ถือว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในการตกเป็นทาสของวงจรหนี้สินนอกระบบ
ออมสิน-ธ.ก.ส.วางเกณฑ์เข้ม
หากดูหลักเกณฑ์ของออมสินและธ.ก.ส.แล้ว ก็ค่อนข้างมีความเข้มงวด โดยธนาคารออมสินกำหนดคุณสมบัติผู้กู้ไว้ดังนี้ ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และเมื่อรวมระยะเวลาผ่อนชำระคืนต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี มีอาชีพและรายได้แน่นอน เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่แน่นอนสามารถติดต่อได้ รวมทั้งต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนและผ่านการเจรจาปรับปรุงหนี้แล้วเท่านั้น ที่สำคัญต้องมีความสามารถในการผ่อนชำระคืน ส่วนสาเหตุของการเป็นหนี้ ต้องเกิดจากการประกอบอาชีพหรือจากการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค โดยธนาคารจะให้เงินกู้ตามมูลหนี้ที่เกิดขึ้นจริง
ขณะที่การคิดอัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับวงเงิน หากกู้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท จะคิด 0.5% ต่อเดือน เกินจากนี้คิดดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน และต้องมีบุคคลค้ำประกัน 1 คน หากกู้ไม่เกินแสนบาท และส่วนที่เกินต้องใช้บุคคลค้ำ 2 คน ที่สำคัญผู้ค้ำประกันต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 10% ของวงเงินกู้ หรือเป็นข้าราชการระดับปฏิบัติการขึ้นไป หรือใช้สมุดเงินฝาก สลากออมสิน พันธบัตรรัฐบาล โฉนดที่ดิน ไร่สวนที่นามาค้ำประกันได้ ซึ่งจากเงื่อนไขที่ระบุนั้น หากลูกหนี้มีครบก็คงไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินแทนที่ได้อยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่ออมสินมองว่าการรับโอนหนี้น่าจะมีวงเงินต่อรายไม่เกิน 2-3 หมื่นบาท
“เชื่อว่าลูกค้าธนาคารประชาชนส่วนหนึ่งน่าจะเป็นหนี้นอกระบบด้วย และจากการสอบถามพบว่าจะกู้ยืมมาไม่เกินรายละ 2-3 หมื่นบาท คงมีส่วนน้อยที่กู้ยืมจากเจ้าหนี้หลายรายและวงเงินเป็นแสน การช่วยเหลือจึงควรใช้มาตรฐานเดียวกับธนาคารประชาชน แต่จะขยายเวลาจาก 5 ปี เป็น 8 ปี โดยใน 1 ล้านรายนั้น น่าจะมีไม่ถึงครึ่งที่เป็นลูกหนี้ในความดูแลของออมสิน” นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส ระบุ
ส่วนกรณีของ ธ.ก.ส.มีภาระรับโอนหนี้ของเกษตรกร ได้กำหนดเงื่อนไขแตกต่างออกไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3 ปีแรกที่อัตรา 12% จากนั้นคิดที่อัตราปกติของธนาคารคือระหว่าง 6.75-9.75% และขยายเวลาการชำระหนี้จาก 8 ปี ให้สูงสุดถึง 12 ปี เพราะลูกหนี้ ธ.ก.ส.ถือเป็นกรณีพิเศษ เลือกชำระหนี้คืนได้ทุกงวด 6 เดือน หรือปีละครั้ง ขึ้นอยู่กับรายได้ที่เข้ามา แต่การกำหนดเงื่อนไขก็ยังเข้มงวด แม้จะขยายวงเงินให้ถึง 2 แสนบาทต่อราย ซึ่งมีการเพิ่มเงื่อนไขผู้ค้ำประกันจาก 2 รายเป็นให้ใช้หนังสือรับรองรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมอย่างน้อย 5 คนด้วย
5 ขั้นตอนกระบวนการแก้ปัญหา
กระบวนการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบมี 5 ขั้นตอน คือ 1.เปิดรับลงทะเบียนผ่านสาขาของธนาคารออมสินกว่า 600 แห่ง สาขาของธ.ก.ส.กว่า 900 แห่ง และศูนย์ลงทะเบียน 12 แห่งในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-30 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. และเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนจึงให้เปิดรับลงทะเบียนวันเสาร์ตลอดเดือนด้วย โดยให้นำบัตรประชาชนและเอกสารการกู้ยืมมาแสดง
ขั้นตอนที่ 2 หลังจากปิดรับลงทะเบียน ทั้ง 2 แบงก์จะส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางเพื่อประมวลผล คัดกรองลูกหนี้ และสรุปยอด รวมถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงของมูลหนี้และที่มาของหนี้ โดยจะใช้เวลาในช่วงเดือนมกราคม 2553 จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนที่ 3 การเจรจาและประนอมหนี้ โดยจะมีคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด พร้อมธนาคารของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการเจรจาหนี้ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมด้วย เพราะบางกรณีอาจต้องใช้กฎหมายเข้าไปดำเนินการ โดยจะใช้เวลาระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 30 เมษายน 2553
“เบื้องต้นคงเป็นการเจรจาประนอมหนี้กับเจ้าหนี้เดิมก่อน หากตกลงกันได้ก็ไม่ต้องโอนมาที่แบงก์รัฐ แต่เจ้าหนี้ต้องคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนดคือไม่เกิน 15% แต่หากเจ้าหนี้ต้องการเงินคืนก็ต้องเจรจาถึงเม็ดเงินที่จะให้แบงก์รัฐปล่อยกู้ โดยคณะกรรมการจะยึดตัวเลขที่ลงทะเบียนไว้เป็นหลัก” นายกรณ์ ระบุ
แม้ว่ารมว.คลังจะยืนยันว่า โครงการนี้เปิดช่องให้ลูกหนี้ที่ติดอยู่ในเครดิตบูโร หรือมีประวัติการชำระหนี้ไม่ดีสามารถกู้ยืมเงินจากแบงก์รัฐได้ เพียงแต่ต้องมาลงทะเบียนและต้องมีคุณสมบัติเข้าตามหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะการแสดงได้ว่าเป็นหนี้โดยสุจริตนั้น ในความเป็นจริงคงทำได้ยาก เพราะหากคณะกรรมการมีการประเมินรายได้ รายจ่ายและความสามารถในการชำระหนี้แล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่คงไม่ผ่านเกณฑ์
ขั้นตอนที่ 4 การจัดส่งลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ไปให้แบงก์รัฐทั้ง 6 แห่งปล่อยกู้ ซึ่งจะดำเนินการได้ในเดือนพฤษภาคม 2553 ส่วนขั้นตอนที่ 5 ในกรณีที่ลูกหนี้มีคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ จะมีการพิจารณาช่วยเหลืออีกครั้ง แต่หากยังไม่สำเร็จจะมีโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเพื่อช่วยสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไป โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (ศอก.นส.) คลังจังหวัดและโอนไปให้กระทรวงมหาดไทยดูแลดำเนินการระหว่างวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2553
“การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเริ่มต้นแล้ว ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนก็จะปลดการเป็นทาสของประชาชนและเดินหน้ากำจัดหนี้นอกระบบให้หมดไปจากสังคมไทย สิ่งสำคัญคือหลังจากโอนหนี้เข้ามาอยู่ในระบบแล้วต้องสร้างภูมิคุ้มกัน หรือเข้าโครงการบำบัดการเป็นหนี้ เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในระยะปานกลางถึงระยะยาวต่อไป” นายกรณ์ ระบุ
แม้จะเริ่มต้นได้ดี แต่สุดท้ายคงต้องรอผลชัดๆ หลังปิดโครงการวันที่ 30 กันยายน 2553 หรือเวลาเกือบ 1 ปีในการดำเนินการ ว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการช่วยลูกหนี้ได้จริง หรือเป็นเพียงการเรียกคะแนนนิยมจากคนกลุ่มหนึ่งเหมือนกับการแก้ปัญหาคนจนก่อนหน้านี้ ที่เอาเข้าจริงก็ช่วยแก้ปัญหาหนี้สินประชาชนได้แค่หลักหมื่นรายเท่านั้นจากที่ลงทะเบียนกว่า 5 ล้านราย



