ข่าว

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์

22 พ.ย. 2552

วันนี้ (22 พ.ย.) เวลา 09.00 น. ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับ พี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 45 ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจา

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ สัปดาห์นี้ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ นะครับ  เพราะว่าสัปดาห์ที่แล้วตอนช่วงที่รายการออกอากาศนั้น ผมยังอยู่ในระหว่างการประชุมผู้นำของกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรือที่เรียกกันว่าเอเปค และในช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่แล้วผมก็อยู่ในระหว่างการประชุม  ซึ่งถือว่าเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์  คือเป็นการประชุมครั้งแรกระหว่างผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียนกับผู้นำของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งการประชุมครั้งนั้นผมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากสำหรับความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มประเทศอาเซียน  เป็นการประชุมครั้งแรกระดับผู้นำ และได้ตกลงกันว่าต่อจากนี้ไปก็จะมีการประชุมระหว่างผู้นำของอาเซียนกับสหรัฐอเมริกานั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นประจำ  เป็นการยืนยันว่าสหรัฐอเมริกานั้นได้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการที่จะเข้ามามีความสัมพันธ์กับภูมิภาคนี้  และในการประชุมท่านประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้แสดงออกชัดเจนถึงความต้องการที่จะสนับสนุนกระบวนการของการสร้างประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญใน 6 ปีข้างหน้า พร้อม ๆ กันนั้นครับอาเซียนได้ยืนยันการเป็นหุ้นส่วน และการเป็นมิตรที่ดีในการที่จะร่วมกันผลักดันการแก้ปัญหาทั้งในภูมิภาคและปัญหาอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือความมั่นคง            

สำหรับการประชุมเอเปคนั้น ได้มีการพูดกันมากในเรื่องของการฟื้นตัวหรือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าขณะนี้ภาวะของเศรษฐกิจโลกนั้นเริ่มที่จะคลี่คลายลง  แต่ว่าประเทศหลายประเทศนั้นยังมีปัญหาอยู่  บางประเทศยังมีความวิตกกังวลในเรื่องของระบบการเงิน  บางประเทศยังมีความวิตกกังวลในเรื่องของปัญหาการว่างงาน  ซึ่งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปในหลายประเทศเช่นเดียวกัน  แต่สิ่งสำคัญคือว่าการประสานนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเพื่อให้การฟื้นตัวครั้งนี้เดินไปได้อย่างต่อเนื่อง  ที่สำคัญคือมีการแลกเปลี่ยนกันว่าเราต้องช่วยกันสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตที่เป็นการเติบโตที่มีทั้งความสมดุล  มีทั้งความยั่งยืน และมีทั้งความเป็นธรรมคือสามารถที่จะกระจายไปให้พี่น้องประชาชนทั่วกัน  ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศเอง หรือไม่ว่าจะเป็นในระดับของระหว่างประเทศ             

ก็เลยถือโอกาสนี้เรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่า ในวันพรุ่งนี้ทางสภาพัฒน์ฯ (สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)  จะได้แถลงตัวเลขทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 อย่างเป็นทางการ  ถ้าจำได้ว่าเศรษฐกิจไทยนั้นเราติดลบมาก คือในช่วงต้นปีติดลบถึงร้อยละ 7.1 และ 3 เดือนถัดมาจากนั้นเราก็ติดลบอยู่ที่ร้อยละ 4.8  ก็เป็นที่คาดหมายว่าในไตรมาสที่ 3 นี้เศรษฐกิจยังติดลบ นั่นคือช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน  แต่ว่าก็มั่นใจกันตามสมควรว่าตัวเลขติดลบนี้น่าจะเป็นตัวเลขที่ติดลบน้อยลงกว่าในไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 1 และถ้าเทียบระหว่างไตรมาสกับไตรมาสก็จะเป็นบวก  ผมดูจากตัวเลขที่เป็นตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน และตัวเลขที่มาถึงเดือนตุลาคมในขณะนี้  ขอยืนยันเลยครับว่ารัฐบาลมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเป็นบวกอย่างแน่นอนในไตรมาสสุดท้าย  และขณะนี้หลายฝ่ายก็มีการคาดคะเนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้า  ก็คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 3.5 เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน 

เพื่อให้เห็นถึงการคลี่คลายในเรื่องของปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ  มีตัวเลขอย่างน้อย 4 ตัวที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก  ตัวเลขตัวแรกก็คือปัญหาการว่างงาน  เมื่อต้นปีนี้การว่างงานนั้นอยู่ที่ร้อยละ 2.4 คือมีตัวเลขคนว่างงานถึงประมาณ 800,000 คน และตอนนั้นก็มีความวิตกกังวลกันมากว่าจะพุ่งสูงเกิน 1 ล้านคนหรือไม่  บางคนก็บอกว่าจะไปถึง 2 ล้านคน ตัวเลขล่าสุดที่เป็นตัวเลขการว่างงานขณะนี้ลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 1.2 คือประมาณ 450,000-460,000 คน  อันนี้แสดงให้เห็นถึงการคลี่คลายปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจว่าเราได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว  และสิ่งที่ผมดีใจคือว่าทำให้ปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากการว่างงานนั้น  ไม่รุนแรงอย่างที่เราเคยกลัวกัน  อันนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีข้อแรก

ข้อที่ 2 คือการใช้กำลังการผลิต  การใช้กำลังการผลิตนั้นก็ได้รับผลกระทบการผลิตเศรษฐกิจมาโดยตลอด และลดต่ำลงมาก  แต่ว่าในตัวเลขสุดท้ายที่เรามีจะดีขึ้นมาจากเดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดโดยลำดับ  ปัจจุบันนั้นตัวเลขของการใช้อัตรากำลังการผลิตจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ซึ่งถือว่าสูงขึ้นมาพอสมควร และถ้าหากว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวฟื้นตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง  ภาวะการใช้กำลังการผลิตก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แล้วก็น่าจะนำไปสู่การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ต่อไปในอนาคตด้วย 

ตัวเลขที่ 3 คือตัวเลขการท่องเที่ยว ซึ่งติดลบมาในช่วงประมาณ 8 เดือนแรกของปีนี้  ซึ่งในช่วงต้นปีนั้นก็ติดลบมากทีเดียวร้อยละ 20 หรือมากกว่านั้น  น่ายินดีคือว่าในเดือนกันยายนและในเดือนตุลาคมขณะนี้ ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17 หรือเกือบร้อยละ 20 ใน 2 เดือน และคาดหมายว่าในเดือนพฤศจิกายน และในเดือนธันวาคมนี้  จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  เพราะฉะนั้นเป้าหมายซึ่งเคยตั้งเอาไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยปีนี้ 14 ล้านคน  ยังเป็นตัวเลขเป้าหมายที่ยังสามารถที่จะเป็นไปได้อยู่  อันนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดี 

และสุดท้ายคือเรื่องของการส่งออก เช่นเดียวกันนะครับติดลบมาโดยตลอด  แต่ว่าก็เริ่มที่จะติดลบน้อยลงในเดือนตุลาคมนี้ติดลบเพียงแค่ร้อยละ 3 และในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เชื่อว่าจะกลับมาเป็นบวกได้เช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้น ตัวเลขเหล่านี้น่าจะทำให้เรามองเห็นว่าเศรษฐกิจขณะนี้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในแง่ของการบริหารเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่ายังมีความเปราะบางอยู่ในแง่ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก  ยังมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องของราคาน้ำมัน  และรวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมากระทบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ 

สิ่งที่สำคัญในแง่ของการบริหารจัดการต่อไปนั้น ข้อแรกคือการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะต้องนำไปสู่การส่งต่อให้ภาคเอกชนนั้นกลับมาลงทุนมากขึ้น  เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการลงทุนขณะนี้ก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ในวันพรุ่งนี้ผมจะเปิดศูนย์บริการนักลงทุน  ซึ่งเป็นศูนย์บริการจุดเดียวซึ่งผมเชื่อว่าจะมาอำนวยความสะดวกแก้ไขปัญหาหรือคลี่คลายปัญหาของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ซึ่งก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็ร้องกันมามาก ในแง่ของปัญหาการติดต่อกับหน่วยราชการต่าง ๆ

นอกจากนั้นการที่จะกระตุ้นการลงทุนต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ เช่น กรณีปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องของปัญหาที่มาบตาพุด และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญ  สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นก็ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้ว ผมทราบจากท่านประธาน  คือท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ว่าการประชุมนั้นเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี  แล้วก็เชื่อว่าการที่กำหนดเป้าหมายเอาไว้ในการที่จะสะสางปัญหาทั้ง 76 โครงการที่มาบตาพุด ทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ดังกล่าวไปจนถึงเรื่องของการที่จะมาช่วยให้ข้อคิดเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมายที่จะต้องมีการทำออกมา และบังคับใช้ในอนาคตนั้นน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายได้  ซึ่งผมถือว่าอันนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะช่วยผลักดันให้การลงทุนของภาคเอกชนนั้นกลับฟื้นขึ้นมาได้

ขณะเดียวกันครับนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง  สิ่งสำคัญในขณะนี้ที่เป็นนโยบายที่เพิ่งเริ่มต้นประกาศออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  และจะเริ่มต้นขั้นตอนการทำงานกันในเดือนหน้า ก็คือการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมทราบดีว่าเป็นความทุกข์ของพี่น้องคนไทยจำนวนมาก อาจจะเรียกได้ว่านับล้านคนครับ ที่ชีวิตที่ต้องมีปัญหา มีความทุกข์ มีความเดือดร้อน อยู่กับการไปเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งมีเงื่อนไขการกู้ที่ต้องใช้คำว่าโหดมากนะครับ อาจจะดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน การทวงหนี้ก็อยู่ในรูปแบบซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับมีการคุกคามกันด้วย 

สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการคือเปิดโอกาสให้โอนหนี้นอกระบบทั้งหมดเข้ามาสู่ในระบบ  เราก็ใช้คำว่า “โอนหนี้เข้าระบบ เพื่อพบชีวิตใหม่” ขณะนี้สิ่งที่จะเริ่มต้นคือว่าในเดือนธันวาคม  ใครที่เป็นหนี้นอกระบบถึง 200,000 บาทที่เป็นเงินต้น เป็นหนี้มาก่อนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้น  สามารถที่จะมาขึ้นทะเบียนที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน  2 ธนาคารนี้จะเอาข้อมูลทั้งหลายมาดูในช่วงเดือนประมาณมกราคม ประมวลให้เรียบร้อยและนำไปสู่การเจรจา  ในขั้นตอนการเจรจาได้รับความร่วมมืออย่างดี   ก็คือจากทางกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และธนาคารที่จะรับเงิน รับโอนหนี้เข้าระบบสามารถที่จะมาตกลงกันได้ ธนาคารที่จะเข้ามานอกจาก ธ.ก.ส.และออมสินแล้ว  ก็จะมีทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  ก็จะเข้ามาช่วยในการรับหนี้ตรงนี้เข้ามา 

สำหรับรายละเอียดหลักเกณฑ์อยากจะเรียนครับว่า การโอนหนี้เข้ามาสำหรับเกษตรกรใน ธ.ก.ส.นั้น ถ้าเป็นหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท  จะอาศัยผู้ค้ำประกัน 2 คน  ถ้าเป็นระหว่าง  100,000 บาทขึ้นไปถึง 200,000 บาท จะเป็นอย่างน้อย 5 คน  ส่วนกรณีของธนาคารอื่น ๆ นั้น หลักประกันที่จะใช้นั้นคือว่ามีผู้ค้ำประกัน 1 คนสำหรับหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท และสำหรับ 100,000 บาทขึ้นไปถึง 200,000 บาท จะใช้ผู้ค้ำประกัน 2 คน  ซึ่งผู้ค้ำประกันนั้นต้องมีรายได้รวมกันแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินกู้  อันนี้คือการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบให้เข้ามาสู่ในระบบ  ให้ครบวงจรเป็นครั้งแรก

ผมเรียนครับแน่นอนครับว่า เมื่อโอนหนี้เข้ามาแล้ว การผ่อนคลายเงื่อนไขเกี่ยวกับการกู้ก็จะเกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดอกเบี้ย  ซึ่งกำหนดเอาไว้ว่าจะไม่เกินร้อยละ 12 ใน 3 ปีแรกต่อปี  แล้วขณะเดียวกันนั้นจะมีการทำสัญญาเงินกู้ที่มีระยะเวลายาวถึง 8 ปี ยกเว้นทางลูกหนี้ต้องการที่จะหรือสมัครใจที่จะทำสัญญาสั้นกว่า 8 ปีเอง นอกจากนั้นจะมีโครงการที่จะไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องของการฝึกอบรมฟื้นฟูในเรื่องของอาชีพ ในเรื่องของการทำรายได้ด้วย เพื่อที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าเราไม่ได้เพียงแต่ว่าเลื่อนปัญหาออกไป  เพราะว่าในที่สุดแล้วถ้าหากว่าผู้ที่เป็นหนี้นั้น ไม่สามารถที่จะมีรายได้ ไม่สามารถที่จะมีโอกาส ไม่มีอาชีพ  ก็คงไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้  แม้ว่าเงื่อนไขการชำระหนี้จะมีผ่อนคลายหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

ถือโอกาสเรียนอีกกลุ่มหนึ่งครับที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าเข้าไปที่จะช่วยเหลือก็คือในเดือนธันวาคมเช่นเดียวกันครับ จะมีการเปิดการลงทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนคนพิการ  ซึ่งมีเป้าหมายว่าเราจะสามารถจ่ายเบี้ยคนพิการให้กับคนพิการทุกคนครบถ้วนได้ในเดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป นี่ก็เป็นงานสำคัญในแง่ของเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนที่เป็นภาพรวมของเศรษฐกิจ  ทั้งในส่วนที่เป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเฉพาะกลุ่มที่ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ผมขอเรียนต่อนะครับว่าในส่วนของพี่น้องเกษตรกร เดี๋ยวไปดูบรรยากาศที่ผมไปลงพื้นที่ที่จังหวัดสุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก เพื่อติดตามเรื่องของโครงการประกันรายได้เกษตรกร  แก้ไขปัญหาเรื่องข้าวอายุสั้น และเรื่องอื่น ๆ  แต่ว่าก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นครับ ขอใช้เวลาที่จะพูดถึงการทำงานของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีในบางเรื่อง รวมทั้งงานที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าด้วย 

ในสัปดาห์นี้รัฐบาลได้มีการพิจารณาโครงการ ๆ หนึ่งครับซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด คือโครงการที่เรียกว่า อิลิทคาร์ด คือรัฐบาลในอดีตไปขายบัตรที่ให้สิทธิพิเศษกับคนที่มาซื้อบัตรนี้ในราคา 1 ล้านบาท แล้วก็โฆษณาว่าเขาสามารถมาท่องเที่ยวใช้สิทธิพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจลงตราเข้าเมือง ไปจนถึงเรื่องของการใช้สนามกอล์ฟ สปา ต่าง ๆ  ความจริงก็คือว่าบริษัทที่ทำเรื่องนี้สามารถที่จะระดมสมาชิกเข้ามาได้ ประมาณ 2,500 คนโดยประมาณ  ก็มีเงินเข้ามาประมาณ 2,500 ล้านบาท  แต่ว่าถึงวันนี้เงินตรงนั้นเกือบหมดแล้ว  ในขณะที่คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกสามารถใช้สิทธิ์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เพราะฉะนั้น  โครงการนี้ก็จะเป็นโครงการที่ขาดทุนค่อนข้างมากเกือบทุกปี  รัฐบาลก็ต้องเข้ามาพิจารณาในเรื่องนี้  ครั้นจะไปเลิกโครงการเสียทีเดียวทันที  ก็อาจจะเกิดปัญหาทางกฎหมายถูกฟ้องร้องขึ้นมา ที่สำคัญที่สุดคือว่าประเทศไทยอาจจะเสียชื่อเสียงไปด้วย เพราะว่าเป็นโครงการซึ่งเคยมีรัฐบาลไทยไปรับรองเอาไว้ถึงสิทธิต่าง ๆ ถึงเวลาแล้วถ้าไปเลิกเสียแล้วคนเหล่านี้ไม่สิทธิ์ต่อไป  ก็คงจะเป็นปัญหาทั้งเรื่องชื่อเสียง ทั้งทางกฎหมายแน่นอน

เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นขณะนี้แนวทางที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาก็คือว่าเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่สนใจจะมาทำธุรกิจแบบนี้ซื้อโครงการออกไป โดยจะกำหนดเป็นเงื่อนไขว่าคงต้องรับในเรื่องของทรัพย์สิน หนี้สิน  ความรับผิดชอบทางกฎหมายไปทั้งหมด  ภาครัฐจะยังคงสนับสนุนก็คือในส่วนที่เป็นสิทธิที่จำเป็นต้องใช้อำนาจของรัฐ  เช่น  สิทธิพิเศษในเรื่องของการตรวจลงตรา หรือว่าในเรื่องของการเข้าเมืองอย่างนี้เป็นต้น  ส่วนเงื่อนไขสมาชิกใหม่ภาคเอกชนที่สนใจจะไปกำหนดอย่างไร ก็สามารถที่จะทำได้  เบื้องต้นจะให้ทางกระทรวงการคลังกับสภาพัฒน์ฯ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ไปเขียนเงื่อนไขมาเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามารับซื้อโครงการนี้  เงื่อนไขก็คงจะเสร็จภายใน 30 วัน และหลังจากนั้นประมาณ 60 วันไม่น่าจะเกินนั้น คงจะมีความชัดเจนว่ามีภาคเอกชนที่สนใจจะเข้ามารับตรงนี้ไปหรือไม่นะครับ  นี่ก็คืองานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งในการมาสะสางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตครับ

สำหรับสัปดาห์หน้าผมมีกำหนดการที่จะเดินทางไปเยือนกาตาร์  ซึ่งเป็นการเปิดความสัมพันธ์ตั้งแต่ผมเข้ามา คือเป็นการเดินทางครั้งแรกไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง  ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเพิ่มพูนในเรื่องของการค้าการลงทุน  เพราะว่าในส่วนของตะวันออกนั้นก็มีศักยภาพที่สูงมาก  และจะเป็นความร่วมมือไม่เพียงเฉพาะในส่วนระหว่างไทยกับกาตาร์  แต่ว่าในระหว่างอาเซียนกับประเทศในภูมิภาคนั้นด้วย 

นอกจากนั้นในสัปดาห์หน้านั้นจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมนี้  รัฐบาลก็ตั้งใจที่จะผ่านกฎหมายสำคัญอีก 1 ฉบับ คือกฎหมายที่จะจัดตั้งกลไกการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไป  ซึ่งจะถือเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการผลักดันนโยบายของรัฐบาล  แล้วสัปดาห์หน้าสุดสัปดาห์ผมก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปที่เชียงใหม่  เพื่อที่จะไปร่วมประชุมประจำปีในส่วนของสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น บังเอิญก็มีข่าวคราวในเรื่องของการเดินทางไปเชียงใหม่  ผมก็อยากจะเรียนว่ามีตัวอย่างของจังหวัดซึ่งขณะนี้ได้ทำงานกันอย่างดี ประสานงานกันระหว่างนักการเมืองทุกฝ่าย รวมทั้งท้องถิ่นด้วย  คือที่จังหวัดเลยครับ  คือเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเป็นแบบอย่างของการสมานฉันท์ และก็เปิดโอกาสให้รัฐบาลหรือรัฐมนตรีไปทำงานได้อย่างเต็มที่  เพราะเขาเห็นว่าอันนี้ก็จะเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพของจังหวัด และช่วยการพัฒนาประเทศ  ส่วนความแตกต่างในทางการเมืองก็แสดงออกอยู่ในกรอบของระบบรัฐสภาในกรอบของกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร

เพราะฉะนั้น เช่นเดียวกันนะครับที่ทางภาคเอกชนไปจัดงานที่เชียงใหม่  ก็หวังจะเห็นการสมานฉันท์ลักษณะนี้เกิดขึ้น  ผมก็ตั้งใจที่จะไปร่วมงานนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่ง  เพราะผมมั่นใจครับว่าพี่น้องชาวเชียงใหม่เกือบทั้งหมด ก็ต้องการที่จะลบภาพลักษณ์ของเชียงใหม่ ที่มีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากปัญหาในทางการเมือง เพราะฉะนั้น อยากจะให้ช่วยกันนะครับในการที่จะบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยของเราจะต้องเดินหน้าไป  เพราะว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวขึ้นมาอย่างที่ผมได้เล่าให้ฟัง และยังมีปัญหาหลายปัญหาของพี่น้องประชาชนอีกมากที่รอคอยการแก้ไข  พักกันสักครู่นะครับ  เดี๋ยวไปพบกับบรรยากาศการลงพื้นที่ที่จังหวัดสุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก ครับ   

ช่วงที่ 2

ผู้ดำเนินรายการ (นายประพจน์ ภู่ทองคำ) สวัสดีครับคุณผู้ชมครับ ขอต้อนรับเข้าสู่อีกช่วงหนึ่งของรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ นะครับ ซึ่งวันนี้ผมประพจน์ ภู่ทองคำ รับหน้าที่มาดำเนินรายการครับ มาติดตามภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีภารกิจราชการใน 3 จังหวัดนะครับ ก็คือพิษณุโลก สุโขทัย และจังหวัดพิจิตร ซึ่งในขณะนี้นะครับท่านนายกรัฐมนตรีมาที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยครับ ภารกิจสำคัญที่จะมาติดตามโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร และโครงการไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง เดี๋ยววันนี้เราจะได้พูดคุยกับพี่น้องชาวไร่ชาวนะครับ ถึงผลดี ถึงภาพรวมของนโยบายการประกันรายได้ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวด้วยนะครับ เราไปติดตามภารกิจของท่านนายกฯ กันเลยครับ

ภารกิจแรกของท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้นะครับ หลังจากมาถึงจังหวัดสุโขทัย ได้เข้ามาในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อันดับแรกก็ไปกราบสักการะอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงนะครับ ก่อนจะเดินมาที่ภาคประชาชน ที่หน่วยงานราชการ และก็ต้อนรับอย่างอบอุ่นนะครับ ด้วยดนตรีมังคละและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวสุโขทัย การต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีจากชาวบ้านสุโขทัยนั้นเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นครับ บ้างก็โอบล้อม บางคนหอม บางคนกอด บางคนจูบ เรียกว่าชาวบ้านชื่นใจ และก็มั่นใจครับในสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ และก็ทำอย่างสิ่งที่ประกาศไว้ บางส่วนนะครับเกษตรกรพี่น้องก็ได้รับความชื่นชมจากนโยบาย และก็ได้รับผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายประกันรายได้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด หรือว่ามันสำปะหลังครับ รวมทั้งภารกิจในวันนี้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยนะครับ ซึ่งภารกิจนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พบปะกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ได้มีการพูดคุยถึงแนวนโยบายสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องที่วันนี้มาต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีอย่างอบอุ่นอยู่ในขณะนี้ครับ

นายกรัฐมนตรี พี่น้องชาวสุโขทัยที่เคารพรักครับ ขออนุญาตมายืนและก็เดิน ๆ หน่อยนะครับ เดี๋ยวไม่เห็นหน้ากัน วันนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวสุโขทัย และต้องขอขอบคุณข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทุกส่วน ที่ได้จัดรายการให้ผมและคณะมาพบปะกับพี่น้อง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น อยากจะบอกกับพี่น้องนะครับว่า รัฐบาลเข้ามาทำงานจนถึงวันนี้ก็ประมาณ 11 เดือน เกือบจะ 1 ปี นอกเหนือจากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง นอกเหนือจากเรื่องของโครงการประกันรายได้ที่มีการดำเนินการ มีอีกหลายเรื่องซึ่งผมก็อยากจะมาพูดคุยกับพี่น้องด้วย

มาตรการที่รัฐบาลได้ทำในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เราช่วยกันประคับประครองให้เศรษฐกิจไทยไปได้ แต่ว่าพอถึงขณะนี้ถามว่ารัฐบาลมองว่าที่ทำไปนี้เพียงพอหรือยังกับการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ยังครับ เรารู้ว่ายังมีปัญหาที่พี่น้องยังต้องเผชิญอีกมาก ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในเรื่องของหนี้สิน ไหนใครมีหนี้บ้างครับ ยกมือหน่อยสิครับ ใครมีหนี้นอกระบบ นอกระบบนะครับไม่ได้กู้จากธนาคารมีไหมครับ ยกมือหน่อยนะครับ ยกมือหน่อย ใครเป็นเจ้าหนี้นอกระบบบ้าง ยกมือสิครับ ตั้งแต่เดือนธันวาคมนะครับ ทั้งเดือนนี้ครับใครเป็นหนี้นอกระบบ เป็นหนี้มาก่อนเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมานะครับ วงเงินต้นเราให้ 200,000 บาท ให้ไปขึ้นทะเบียนกับออมสินหรือ ธ.ก.ส. แล้วเสร็จแล้วเมื่อขึ้นทะเบียนเสร็จ เราจะเอาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ มาเจรจา ทั้งธนาคารช่วยเจรจา ธนาคารเจรจาไม่เป็นผล เราจะให้ทั้งตำรวจ ทั้งใครต่อใครมาช่วยเจรจาด้วย แล้วก็เปลี่ยนหนี้ตรงนี้เข้ามาสู่ระบบครับ เงื่อนไขก็จะเปลี่ยนไป ดอกเบี้ยถูกลง ยืดเวลาการชำระหนี้ เพื่อที่จะให้พี่น้องเริ่มต้นชีวิตใหม่

ส่วนพี่น้องที่เป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านอยู่ ก็จะให้มีการยืดว่าเดิมปีหนึ่งต้องส่งคืน ก็จะอนุญาตให้กรรมการกองทุนเปลี่ยนเป็น 2 ปีได้ แล้วก็รู้ด้วยว่าพอยืดเป็น 2 ปี เดี๋ยวพี่น้องก็จะบ่นว่า คนที่รอกู้อยู่จะต้องรอนาน ก็กำลังจะเพิ่มเงินมาให้ทุกกองทุนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเรียบร้อยแล้ว กองทุนขนาดใหญ่ก็ได้เงินมากหน่อย ใหญ่นี่คือมีสมาชิกเยอะก็จะให้เงินมากหน่อย ที่ขนาดลดหลั่นลงมาก็ให้เงินลดลงมา แต่จะมีเงินเพิ่มให้กองทุนหมู่บ้านทั้งประเทศ 19,000 ล้าน กำลังรอให้วุฒิสภารับทราบเรื่องวงเงินนะครับ ต้องลุ้นให้องค์ประชุมครบหน่อยนะครับ ถ้าวงเงิน ถ้าวุฒิสภารับทราบเรียบร้อยอาทิตย์หน้า เงินก็จะเริ่มโอนมาได้เลย

นี่คือสิ่งที่เราทำนะครับ เรื่องหนี้ เรื่องของกองทุนหมู่บ้าน ที่นี้มี 2 เรื่องครับที่ผมอยากจะพูดเป็นพิเศษกับพี่น้องที่เรากำลังทำด้วย เรื่องแรกก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งช่วงแรกก็จะใช้งบประมาณของไทยเข้มแข็งเช่นเดียวกัน ผมทราบครับว่าในอดีตมีการจำนำพืชผล แต่จำนำพืชผลแล้วมีปัญหาทุกครั้ง 1. ปัญหาแรกคือว่าไม่ทั่วถึง พี่น้องเกษตรกรหลายจังหวัดเกือบทุกจังหวัดละครับ คือจำนำนี้รอให้สินค้าออกมาสู่ตลาดแล้วเกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลก็รีบมาทำโครงการจำนำ กว่าจะทำโครงการจำนำปรากฏว่า พืชผลไปอยู่ในมือ หลุดจากมือพี่น้องเกษตรกรไปแล้วก็มี แล้วก็พอกำหนดเป็นโควตาไม่เคยพอครับ มันพอไม่ได้หรอกครับ เพราะกำหนดราคาสูง รัฐบาลก็ไม่มีเงินที่จะมารับจำนำหรือรับซื้อไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นปีนี้เราเปลี่ยนวิธีการในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร

สิ่งแรกที่เราทำก็คือเราบอกว่าเกษตรกรทุกครัวเรือนต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ คำนวณเลยว่าพืชผลแต่ละตัวต้นทุนเท่าไร บวกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กำไรให้ กำหนดเอาไว้เป็นราคาที่ประกันรายได้เกษตรกร เสร็จแล้วก็ให้พี่น้องประชาชนขึ้นทะเบียนว่าแต่ละคนปลูกอะไร ที่ไหน เท่าไร แล้วเราก็กำหนดไว้เลยว่า เราจะช่วยพี่น้องอย่างน้อยนะครับเท่ากับที่ปลูกจริงหรือไม่เกินเท่าไร คือให้ได้ครบสำหรับเกษตรกรประมาณ 70 - 80 เปอร์เซ็นต์ มี 20 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นรายใหญ่ที่เราไม่ได้ช่วยทั้งหมด เพราะถือว่าต้องช่วยกันเฉลี่ยให้สามารถได้ครบทั้งประเทศ แล้วเราก็จะดูว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาดเป็นอย่างไร ก็ประกาศเป็นราคาอ้างอิง แล้วส่วนต่างระหว่างราคาอ้างอิงกับราคาประกัน เราก็ชดเชยเป็นเงินสดเลยครับให้กับพี่น้องประชาชน ตอนนี้ข้าวโพด มันสำปะหลัง แม้แต่ข้าว เริ่มมีการจ่ายเงินแล้วครับ อาทิตย์ก่อนผมก็อยู่ที่ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ครับ กดปุ่มโอนเงินสำหรับกรณีของข้าวโพด วันนั้นรู้สึกจะไปที่ลพบุรีเป็นหลัก แนวทางนี้ผมเชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่พี่น้องเกษตรกรได้รับการช่วยเหลืออย่างเสมอภาค เท่าเทียม และจะเป็นแนวทางที่ทุกอย่างมีความชัดเจน โปร่งใส การขึ้นทะเบียนเราให้ใครรับรอง เราให้พี่น้องประชาชนด้วยกันในประชาคมรับรอง เพราะว่าเราเชื่อในความสุจริตของพี่น้องประชาชนที่จะมาช่วยกันทำระบบตรงนี้ให้ชัดเจน

ผมยืนครับว่าจะทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้นมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เดี๋ยวนี้พี่น้องเกษตรกรเก่งมากเลยครับ ผมดูอย่างมันสำปะหลังนี้ครับเร่งมากเลย บอกว่าอยากทำสัญญาแล้วก็ขอชดเชยเลย เพราะว่าราคายังมีส่วนต่างอยู่ รัฐบาลต้องจ่ายเงินสดให้ แต่พอมารับเงินเสร็จ ยังไม่ขุดมันนะครับ รู้ว่ามันกำลังราคาขึ้น ได้สองต่อ รัฐบาลไม่ว่าหรอกครับประชาชนได้นี้ยินดี วิธีการที่เรากำลังมาช่วยให้กลไกของตลาด ของเกษตรกรทุกอย่างไปได้ดีนะครับ กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องบริหารจัดการการขายมัน ขายข้าวโพด ขายข้าว ไม่ให้กระทบกระเทือน แต่เวลามีความกระทบกระเทือน เช่น ข้าวราคาตก เราก็ใช้วิธีเอากระทรวงพาณิชย์มาลุยตั้งโต๊ะรับซื้อในราคาที่รัฐบาลบอกต้องขายได้ ตอนนี้มีโรงสีเข้าร่วมเรียบร้อยแล้ว 201 โรง 35 จุดทั่วประเทศ ก็เป็นตัวพยุงและทำให้เกิดความเป็นธรรมกับพี่น้องเกษตรกร

เรื่องสุดท้ายครับที่อยากจะเรียนกับพี่น้องชาวสุโขทัยโดยเฉพาะเลยก็คือว่า วันนี้เราอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ พวกเราทุกคนทราบนะครับ แล้วก็เคยมีกระแสพระราชดำรัสด้วยว่า ถ้าไม่มีกรุงสุโขทัยก็ไม่มีประเทศไทยวันนี้ ประวัติศาสตร์ที่นี่ย้อนกลับไป 700 กว่าปี นักประวัติศาสตร์ยังเถียงกันอยู่ครับ กำลังหาคำตอบให้ผมว่ามันใกล้จะครบ 777 ปีเร็ว ๆ นี้ครับ ผมคิดว่าน่าจะมีงานฉลองใหญ่ที่สุโขทัยและประเทศไทยสักที ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าผมเคยมาพบกับพี่น้องตอนนั้น มาหาเสียงเลือกตั้งปลายปี 2550 เลือกตั้งเสร็จแอบกลับมาเที่ยวตอนปีใหม่ พี่น้องหลายคนทราบ บางคนไม่ทราบ ผมแอบกลับมาเที่ยว มาชมอุทยานประวัติศาสตร์ ปั่นจักรยานอยู่ สนุกสนานมาก แต่ผมแปลกใจว่าสิ่งงดงาม สิ่งที่ดี ๆ ที่มีอยู่ที่นี่ ประวัติศาสตร์ยาวนานนี้ครับ แต่ว่าเรายังไม่สามารถที่จะดึงหรือทำให้คนรับรู้ สนใจในการที่จะมาท่องเที่ยวที่นี่มากเท่าที่ควร ทั้งที่จริงก็มีทั้งสนามบินแล้วอะไรแล้วนะครับ

เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับจังหวัด เราก็มุ่งในเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทยเข้มแข็ง เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์จังหวัด กลุ่มจังหวัด ก็จะมีทั้งงบปกติ ทั้งงบไทยเข้มแข็ง งบที่เรียกว่างบพัฒนาจังหวัด เข้ามาทำตรงนี้ แต่ประเด็นนี้เวลาพูดถึงการท่องเที่ยวคนชอบคิดว่าวิธีที่จะไปชวนคนคือไปโฆษณา จริง ๆ แล้วเราต้องทำมากกว่าเรื่องโฆษณา เราต้องมาดูว่าสิ่งที่เรามีอยู่นี้ แล้วแน่นอนนะครับ พอเวลาผ่านไป มีความชำรุดทรุดโทรม จำเป็นจะต้องบูรณะ จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงนี้ หรือจำเป็นที่จะต้องมีการจัดระเบียบ เราต้องทำอย่างไร ประเทศไทยนี้ครับมีของดีอยู่ เรายืนอยู่ข้างหน้านี้เยอะแยะอย่างนี้ ทำไม่เราไม่สามารถทำได้บ้าง ดึงให้คนได้รับรู้ประวัติศาสตร์อะไรต่าง ๆ ซึ่งท่านรัฐมนตรีอลงกรณ์ฯ ท่านอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์นะครับ ท่านที่ปรึกษาฯ กำลังจะไปทำเป็นโครงการให้มันครบ เพื่อเสริมการท่องเที่ยว เราก็จะปรับปรุงบูรณะทำเรื่องของซุ้มประตู ทำเรื่องของกำแพงคูเมืองต่าง ๆ ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยอิงกับประวัติศาสตร์และก็ให้สมกับความเป็นมรดกโลก

นี่คือสิ่งที่ทำครับ เพราะฉะนั้นอยากจะบอกกับพี่น้องนะครับว่าวันนี้มาก็เป็นโอกาสดี ที่มาพูดคุยถึงการทำงานของรัฐบาลให้กับพี่น้องประชาชน พอดีทราบว่าพรุ่งนี้เป็นคิวของสุโขทัยใช่ไหมครับพรุ่งนี้ ที่จะร้องเพลงชาติ ผมไม่รู้พี่น้องดูทีวีตอน 8 โมงเช้ากับ 6 โมงเย็นหรือไม่นะครับ ที่อื่นเขาบางจังหวัดมากันเป็นแสนนะครับ เดี๋ยวจะต้องรอดูพรุ่งนี้ว่าที่นี่จะเท่าไร แต่ผมคิดว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงที่พี่น้องประชาชนควรจะได้มีความสุข นอกจากร้องเพลงชาติวันพรุ่งนี้ที่นี่แล้ว เดือนธันวาคมครับ จะมีการจัดงานเทิดพระเกียรติเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา รัฐบาลก็จะจัดงานใหญ่ทั้งที่สนามหลวงเหมือนกับทุกปี แล้วก็จะมีงานตลอดถนนราชดำเนิน รวมไปถึงที่ลานพระราชวังดุสิตหรือลานพระบรมรูปทรงม้า ก็จะทำตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคมไปจนถึงวันที่ 13 ก็อยากจะเชิญชวนพี่น้องนะครับ มีโอกาสก็ไปร่วมกันถวายความจงรักภักดี และผมคิดว่าถ้าเราร่วมกิจกรรมในการที่จะยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยเดินหน้า และพี่น้องประชาชนคนไทยทุก