ข่าว

มะสึเอะ:เมืองนอกสายตาแห่งแดนซากุระ

มะสึเอะ:เมืองนอกสายตาแห่งแดนซากุระ

22 พ.ย. 2552

เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น เมืองที่ผุดขึ้นมาในใจนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่เห็นจะหนีไม่พ้น เกียวโต นารา โอซากา ฮอกไกโด แต่วันนี้เราจะพาไปเที่ยวเมืองนอกสายตาที่มีของดีให้ชมไม่แพ้เมืองอื่นของญี่ปุ่นกัน

 มะสึเอะ เป็นเมืองเอกของจังหวัดชิมาเนะ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะฮอนชู เกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็น นครแห่งชลาลัย ด้วยความที่ตั้งอยู่ติดกับ ทะเลสาบชินจิโกะ ทะเลสาบใหญ่อันดับ 7 ของประเทศ ซึ่งมีทิวทัศน์ยามเย็นอันงดงามถึงขนาดได้รับเลือกให้เป็น "หนึ่งในร้อยวิวอาทิตย์อัสดง" ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยจุดชมวิวทะเลสาบที่สวยที่สุดจะอยู่ในบริเวณพิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดชิมาเนะที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ

 ทะเลสาบชินจิโกะยังเป็นแหล่งจับ หอยชิจิมิ อันเลื่องชื่อที่กลายเป็นของฝากที่ทุกคนจะต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

 นอกเหนือจากทะเลสาบชินจิโกะที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมืองแล้ว สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้ คือ ปราสาทมะสึเอะ ซึ่งสร้างขึ้นตามคำบัญชาของเจ้าเมืองโยชิฮารุ โอริโอะ แล้วเสร็จเมื่อปี พศ.2154 เท่ากับว่าปัจจุบันปราสาทหลังนี้มีอายุเก่าแก่เกือบ 400 ปีเลยทีเดียว

 โปรแกรมท่องเที่ยวที่จะพลาดไม่ได้หากมาเยือนมะสึเอะ คือ เยือนปราสาทมะสึเอะเพื่อชมสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของญี่ปุ่น แถมข้างในยังมีโบราณวัตถุอันล้ำค่าให้ชมมากมาย โดยเฉพาะ ชุดเกราะซามูไรอันน่าเกรงขาม แถมยังจะได้ชมทิวทัศน์ 360 องศาของเมืองมะสึเอะจากยอดปราสาทอีกด้วย

 ไฮไลท์อีกอย่างของการมาเยือนปราสาทมะสึเอะ คือ การได้เห็นพิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่นซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำที่ปราสาทแห่งนี้ แต่น่าเสียดาย วันที่เราไปเยือนนั้นฝนตกหนักชนิดฟ้ารั่ว ทำให้ไม่มีภาพตัวปราสาทงามๆ มาฝากกัน

 โปรแกรมที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างคือ การล่องเรือโฮริคาวะ เป็นการนั่งเรือชมเมืองไปตามคูน้ำรอบปราสาทที่เรียกว่า "โฮริคาวะ" ซึ่งมีความยาว 3.7 กิโลเมตร กิจการล่องเรือนี้เป็นของเทศบาลเมืองมะสึเอะ แล้วคนขับเรือซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ไปด้วยในตัวก็จะเป็นพวกคุณลุงและคุณตาในพื้นที่ที่มีความรู้ และมุกอัดไว้เต็มเพียบ ทำให้รู้สึกว่าใช้เวลาล่องเรือแค่แป๊บเดียวก็จบแล้ว

 ที่สนุกอีกอย่างคือ พอลงเรือไปปุ๊บ ลุงคนขับจะสาธิตให้ดูว่าหลังคาเรือเป็นระบบไฮดรอลิกที่สามารถพับลงมาได้ เพราะเวลาที่เรือแล่นลอดสะพานต่ำๆ หลังคาจะยุบลงมาทำให้พวกเราต้องเอนตัวราบลงไปนอนกับท้องเรือ ให้ได้ฝึกบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องกันอย่างสนุกสนาน

 ตลอดทางเราจะได้เห็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีนกมายืนอวดโฉมอยู่ริมฝั่ง บนต้นไม้ หรือบนหลังคาบ้านให้เห็นเป็นระยะๆ จนพวกเราในเรือพากันวิเคราะห์ใหญ่ว่านกจริงหรือนกปลอม ด้วยความที่ตัวใหญ่แล้วก็ยืนนิ่งมาก

 แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็นหงส์ขาว 2 ตัวที่ว่ายน้ำเคียงเรืออยู่ในคลอง ซึ่งคุณลุงคนขับบอกว่ามีชื่อด้วยนะ ตัวผู้ชื่อคอนตะ ตัวเมียชื่อฮานาโกะ ทำให้แก๊งคนไทยเกิดความสงสัยกันขึ้นมาจนได้อีกว่าแล้วตัวไหนตัวเมีย ตัวไหนตัวผู้

 นอกจากสิงสาราสัตว์แล้ว ทิวทัศน์สองข้างทางก็สงบ และสวยงาม นอกจากจะได้เห็นสะพานไม้ข้ามคลองแบบสวยๆ ปราสาทมะสึเอะ ซึ่งคุณจะได้เห็นแทบตลอดเวลาที่อยู่ในเมืองแล้วก็ยังมี ย่านบ้านซามูไร ซึ่งทางเทศบาลมะสึเอะยังคงความเก่าเอาไว้ด้วยการไม่ยอมให้มีเสาไฟฟ้า หรือไฟแดงไปรบกวนสายตา

 ใครที่ชอบสวนมาที่ชิมาเนะนี่ไม่ผิดหวัง เพราะมีทั้ง สวนอังกฤษ และ สวนญี่ปุ่น ให้ชม โดยเฉพาะสวนญี่ปุ่นนั้นสวยมากจนถึงขั้นที่ฉันเอ่ยปากบอกคนในคณะว่า แค่ถือกล้องกดส่งๆ ไปยังไงภาพก็ออกมาสวย

 สถานที่ห้ามพลาดอีกแห่งคือ ศาลเจ้าอิซูโมะ ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองมะสึเอะไปไม่ไกล เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นท่านหนึ่งเล่าให้พวกเราฟังตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้วว่า หากพูดถึงจังหวัดชิมาเนะ คนจะนึกถึงศาลเจ้าแห่งนี้ก่อน เพราะศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าแห่งการสมรส ทำให้ดังมากเรื่องขอแฟน เล่นเอาสาวโสดในทริปกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ที่จะได้มา

 ธรรมเนียมการขอพรที่ศาลเจ้าอิซูโมะนี่ต่างจากศาลเจ้าอื่นๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งจะใช้เหรียญกลมมีรูโยนลงไปในกล่องไม้ด้านหน้า แต่สำหรับที่อิซูโมะ คุณต้องโยนเหรียญให้ขึ้นไปเสียบเชือกเส้นยักษ์ที่ห้อยอยู่ด้านหน้าวิหารให้ได้จึงจะขอพรสำเร็จ ซึ่งเป็นงานที่หินน่าดู เพราะเชือกจะร้อยไว้แน่นมาก ทำให้เหรียญคอยแต่จะกระเด้งออกมาอยู่ตลอด

 ใครอยากมาไหว้ศาลเจ้าอิซูโมะขอแนะนำให้มาในเดือนสิบ ที่เรียกว่า "คันนะสึกิ" เพราะเป็นเดือนที่เทพเจ้าทั่วญี่ปุ่นจะมาชุมนุมกันอยู่ที่เมืองนี้ ทำให้อธิษฐานอะไรแล้วจะสมปรารถนาง่ายกว่า ศาลเจ้าแห่งนี้ก็เลยเป็นที่ฮอตฮิตมากในเดือนตุลาคม

 ของดีเมืองมะสึเอะอีกอยางคือ ออนเซน ที่เก๋สุดๆ คือ เมืองนี้มี สปาเท้าสาธารณะ ให้คนผ่านไปผ่านมานั่งแช่เท้าได้ฟรีด้วยค่ะ ซึ่งพอแช่ขึ้นมาแล้วจะรู้สึกได้เลยว่าเท้าเบาหวิว แล้วผิวเนียนนุ่มขึ้นจริงๆ

 ส่วนในเรื่องของกินของฝากนั้น ชิมาเนะก็มีของดีอยู่เยอะแยะ นอกจากหอยชิจิมิ ปลาตัวเล็ก และสาหร่ายแล้วก็ยังมีชาเขียวที่มีรสเข้มเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ เส้นโซบะสีน้ำตาลที่มีกลิ่นและรสสัมผัสไม่เหมือนที่อื่น และลูกชิ้นปลาอาโงะโนะยากิที่ทำจากปลาบิน

 ที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิต หินโมรามาตั้งแต่ยุคโบราณ ซึ่งปัจจุบันนำมาทำเป็นเครื่องประดับเก๋ไก๋เหมาะแก่การซื้อหาเป็นของฝากมากทีเดียวค่ะ

 ทัศนีย์ สาลีโภชน์