ข่าว

 กองทุน‘ทีโลจิส’มีดีที่การันตีรายได้!!

กองทุน‘ทีโลจิส’มีดีที่การันตีรายได้!!

22 พ.ย. 2552

ใครจะออกสินค้าใหม่หรือขายของช่วงนี้ ต้องบอกว่า ยากแสนยาก แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะกระเตื้องขึ้น แต่ไม่ได้หมายรวมว่า กำลังซื้อจะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็ยังใช้ความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น นอกจากผู้ประกอบการจะต้อ

 ไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ด้านอุปโภคบริโภคที่เรียกว่า “คอนซูเมอร์ โปรดักส์” เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่ต้องออกแรงช่วงชิงกำลังซื้อจากนักลงทุนแบบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 อย่างล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ที่กำลังเสนอขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กองใหม่ นั่นคือ “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีพาร์คโลจิสติกส์” หรือเรียกสั้นๆ ว่า กองทุนทีโลจิส ก็ต้องหาจุดเด่น เพื่อนำเสนอให้แก่ผู้ลงทุน เพื่อเป็นทางเลือกในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี

เพราะแม้จะชูจุดเด่นในเรื่องของทรัพย์สินที่เข้าไปลงทุนแบบ “ซื้อขาด” เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ในคลังสินค้า 2 อาคาร บนที่ดิน 48-3-32 ไร่ ในเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ทีพาร์ค วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และคลังสินค้าทั่วไป 1 อาคาร และคลังสินค้าในเขตปลอดอากร 2 อาคาร บนที่ดิน 41-1-80 ไร่ โครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ทีพาร์ค บางนา รวมมูลค่าโครงการ 1,533 ล้านบาท แต่ในภาวะที่ผู้ลงทุนกังวลเรื่อง “ความเสี่ยง” และ “ความแน่นอนของผลตอบแทน” เป็นหลักแบบนี้ ทำให้ บลจ.บัวหลวง ในฐานะผู้จัดการกองทุนต้องหาจุดเด่นเพิ่มเติม

“วรวรรณ ธาราภูมิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง บอกว่า กองทุนทีโลจิส ได้รับการป้องกันความเสี่ยงด้วยการรับประกันรายได้ขั้นต่ำโดยผู้บริหารทรัพย์สิน คิดเป็นมูลค่า 118.50 ล้านบาทต่อปี ตลอดระยะเวลา 7 ปี สิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2559 โดยมีหนังสือค้ำประกันจากธนาคารเป็นหลักประกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน

 นั่นเท่ากับว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีแรกของการเข้าไปลงทุน ผู้ลงทุนไม่ต้องห่วงเรื่องของความแน่นอนของรายได้ค่าเช่าว่าจะได้รับผลกระทบ เพราะผู้บริหารทรัพย์สิน คือ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) “การันตี” รายได้ขั้นต่ำไว้กับกองทุนเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ จะอยู่ในรูปของเงินปันผล ซึ่ง “วรวรรณ” บอกว่า กองทุนมีนโยบายจ่ายปันผลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ จากรายงานของผู้สอบบัญชี “แกรนท์ ธอร์นตัน” ประมาณว่า อัตราเงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับในปี 2553 ซึ่งเป็นปีแรกของการลงทุนจะอยู่ในระดับ 8.35%

 เมื่อครั้งที่แล้ว สกู๊ปเงินทอง นำเสนอความเห็นของ “สุทธิพงศ์ พัวพันธ์ประเสริฐ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการกองทุนอสังหาริมทรัพย์ บลจ.บัวหลวง ซึ่งแนะนำเทคนิคการเลือกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในงาน “เซ็ต อิน เดอะ ซิตี้” ครั้งนั้นเขาบอกว่า ให้ติดตาม 4 เรื่องหลักๆ ได้แก่ รูปแบบการลงทุนเป็นแบบซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรือเป็นการลงทุนในสิทธิการเช่า จากนั้นให้พิจารณาทำเลที่ตั้ง คุณภาพของทรัพย์สิน และความน่าเชื่อถือของผู้บริหารทรัพย์สิน

หากพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าว ก็ต้องนับว่า กองทุน “ทีโลจิส” เข้าเกณฑ์ เพราะประเด็นแรกเป็นการซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ประการถัดมา ในด้านของทำเลที่ตั้ง คลังสินค้าของกองทุนทีโลจิสได้รับคำยืนยันจาก “วีรพันธ์ พูลเกษ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า อยู่ในทำเลที่ดี

โดยคลังสินค้าในโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ทีพาร์ค วังน้อย นั้น เป็นแหล่งกระจายสินค้าภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่คลังสินค้าในโครงการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ทีพาร์ค บางนา อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเหมาะสำหรับการจัดเก็บสินค้านำเข้าและส่งออกทั้งทางเรือ และทางอากาศ

ขณะที่ “คุณภาพของทรัพย์สิน” นั้น “วีรพันธ์” บอกว่า คลังสินค้าที่เข้าไปลงทุนเป็นคลังสินค้าคุณภาพที่ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการของลูกค้า อีกทั้งมีอายุคลังสินค้าเฉลี่ยเพียงต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งใหม่มาก จึงได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันคลังสินค้าของกองทุนทีโลจิสมีผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง เข้าเช่าพื้นที่แล้ว 15 ราย คิดเป็นพื้นที่เช่ากว่า 70,731 ตารางเมตร หรือ 96.5% ของพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด

สุดท้ายคือ ความน่าเชื่อถือของผู้บริหารทรัพย์สิน นั่นคือ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าให้เช่ามากกว่า 19 ปี

สำหรับคนที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีโลจิส ทาง บลจ.บัวหลวง ได้เสนอขายเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 18-25 พฤศจิกายนนี้ ในราคาหน่วยละ 10 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท โดยสามารถสอบถามข้อมูลและจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงเทพทุกสาขาทั่วประเทศ

ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อสังเกตสำหรับการตัดสินใจลงทุนในกองทุนที่ซื้อกรรมสิทธิ์ในคลังสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการในภาคผลิตและภาคบริการเป็นผู้เช่าพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่า ปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับภาพรวมเศรษฐกิจว่าจะเป็นอย่างไร คำสั่งซื้อมีมากหรือไม่ และจำเป็นต้องใช้คลังสินค้ามากแค่ไหน ถ้าเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น คำสั่งซื้อสินค้าจะมากขึ้นในอนาคต การผลิตจะเพิ่มขึ้น รวมทั้งการจ้างงานจะมากขึ้น ธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อการการันตีรายได้ขั้นต่ำไว้ให้แล้วถึง 7 ปี

 ทั้งหมดจึงอยู่ตรงที่...เชื่อแบบนั้นหรือไม่ หรือเชื่อแบบไหนเท่านั้นเอง

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]