
ป.ป.ท.ยุคใหม่-ฟิตปั๋ง
ในภาวะที่ปัญหาการทุจริตกำลังเกาะกินประเทศ !!!
การก้าวเข้ามาของ "ภิญโญ ทองชัย" ในตำแหน่ง "เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)" คนใหม่ เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสสำหรับเขาเอาการและช่างท้าท้ายฝีมือยิ่งนัก
"เป้าหมายของผม คือการทำให้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในประเทศน้อยลง" ภิญโญเริ่มพูดถึงนโยบาย
จากนั้น "สาธยาย" ต่อว่า การทุจริตประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน คือ นักการเมืองที่กำกับนโยบายหลักของประเทศ ข้าราชการ และกลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่โครงสร้าง 3 ส่วนสัมพันธ์กัน จะเกิดการทุจริตขึ้นในหลายระดับ
สำหรับ "ข้าราชการ" เป็นตัวกลางหรือเครื่องมือที่เอื้อให้เกิดการทุจริตทั้งจากฝ่ายการเมืองและกลุ่มธุรกิจ ขณะเดียวกัน "ข้าราชการ" ก็อาจทุจริตด้วยตัวเองด้วยการหักคิวจากทุก "ออเดอร์" หรือคิด "ไอเดีย" ขึ้นมาแล้วนำไปเสนอฝ่ายการเมือง
"ภิญโญ" บอกว่า ป.ป.ท.จึงมีการจัดทำโครงการขึ้นมา 3 โครงการ เพื่อป้องกันการทุจริต
"โครงการแรก" ซึ่ง ป.ป.ท.ร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เน้นการ "กระตุ้นจิตสำนึก"
ซึ่ง "กลุ่มแรก" พุ่งเป้าไปที่ประชาชน เครือข่ายประชาชนต้านยาเสพติด เครือข่ายภาคประชาชนต่างๆ รวมถึงเครือข่ายภาคธุรกิจ เพื่อดึงมาเป็นเครือข่ายในการแจ้งเตือนการทุจริต
"กลุ่มสอง" พุ่งเป้าไปที่เยาวชน โดยจะมีการสร้างโรงเรียนต้นแบบที่มีธรรมาภิบาลที่ดี อย่างน้อยจังหวัดละ 1 โรง นำตัวแทนทั้งครูและนักเรียนโรงเรียนละ 100 คน มาอบรมกระตุ้นจิตสำนึก
"กลุ่มสาม" คือผู้นำชุมชนและผู้นำความคิด ซึ่งจะมาเข้าค่ายระดมความคิดในการแก้ปัญหาทุจริต
ส่วน "โครงการที่สอง" เป็นการค้นหา "คนดี" พุ่งเป้าไปที่ข้าราชการ ซึ่งจะรณรงค์ไปทุกจังหวัดให้ประชาชนเสนอชื่อ "คนดี" ที่พบเห็นจังหวัดละ 50 คน เพื่อมอบเกียรติบัตรยกย่อง จากนั้นนำรายชื่อคนที่ดีจริงและดีนานคัดเลือกจากทั่วประเทศให้เหลือ 10 คน แล้วนำรายละเอียดชีวิตของคนดี มาถ่ายทอดผ่านรายการทางโทรทัศน์และเข้ารับมอบโล่จากนายกฯ
และ "โครงการที่สาม" ป.ป.ท.ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ สร้างหลักสูตรปรับความคิดเยาวชนต่อปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น โดยให้มีการต่อต้านการทุจริตเหมือนกับการต่อต้านคนสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้สังคมไทยไม่ยอมรับ รังเกียจการทุจริตและคนทุจริต
ส่วนงานด้านการปราบปรามการทุจริต "ภิญโญ" พุ่งเป้าไปที่ 3 กลุ่มหลัก
"กลุ่มแรก" คือ "แหล่งอบายมุข" ซึ่งเปิดกันเป็น "ดอกเห็ด" ไม่เว้นแม้แต่หน้าสถานศึกษาหรือวัด ซึ่งสาเหตุหลักเพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงานพยายามจัดระเบียบสังคมแต่ทำไม่สำเร็จ
"กลุ่มสอง" คือ "เรื่องฮั้วประมูล" ซึ่งงบประมาณการประมูลในแต่ละปีมีมากกว่า 100,000 ล้านบาท มีการทุจริตเกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ และ ป.ป.ท.จะขอข้อมูลจาก สตง. และกรมบัญชีกลางเพื่อตรวจสอบว่า พื้นที่ใดมีงบการประมูลจำนวนมาก เพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปแฝงตัวสืบสวน นอกจากนี้จะแจ้งไปยังเครือข่ายภาคประชาชนให้ช่วยกันเฝ้าระวังอีกทางหนึ่งด้วย
"กลุ่มสาม" คือ "การทุจริตออกเอกสารสิทธิ" หรือ "เอื้อให้มีการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์" ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่ "เจ้าหน้าที่รัฐ" ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ป.ป.ท.จะเน้นตรวจสอบการปลูกสร้างถาวรวัตถุ อาคารพาณิชย์และรีสอร์ทที่พัก ซึ่งปลูกสร้างห่างจากศูนย์กลางของทางหลวงแผ่นดินไป 20-30 เมตร และพบปัญหามากในจังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย
นอกจากนี้ ป.ป.ท.จะเข้าไปดูเกี่ยวกับ "นักลงทุนต่างชาติ" เพราะได้รับข้อมูลว่า นักลงทุนต่างชาติส่วนหนึ่งได้รับการปฏิบัติไม่เป็นธรรม
ซึ่ง ป.ป.ท.จะเปิด "เว็บไซต์" ให้ต่างชาติร้องเรียนหรือเสนอความต้องการเข้ามายัง ป.ป.ท. เพื่อส่ง "ชุดเฉพาะกิจ" เข้าไปจัดการให้เป็นรูปธรรม โดยจะมีการเชิญสถานทูตและหอการค้าต่างๆ มาร่วมลงนามในข้อตกลงร่วม เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติดีขึ้น
ส่วน "งานจัดระเบียบสังคม" เลขาธิการ ป.ป.ท. เตรียมซุ่มลงพื้นที่กลางดึก เพื่อตรวจสอบ "สถานบริการผิดกฎหมาย" ด้วยตัวเอง โดยมีพื้นที่เป้าหมายอยู่ 10 แห่ง
ทั้งนี้ ป.ป.ท.มีคดีอยู่ในมือประมาณ 1,400 เรื่อง เฉลี่ยมีคดีเข้ามาเดือนละ 500-600 เรื่อง ไม่นับรวมคดีเกี่ยวกับข้าราชการตั้งแต่ระดับ 7 ลงมาที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช. อีก 3,000 เรื่อง ซึ่งจะต้องโอนมาให้ ป.ป.ท.ทำ
"งานที่ผมวางไว้ทุกโครงการ ตั้งใจและมั่นใจว่าจะทำสำเร็จภายใน 1 ปีของอายุราชการที่เหลืออยู่ของผม เพราะ 1 วันที่เราทำงานดีกว่ามีเวลาเหลือ 10 ปี แล้วไม่ทำงาน ผมประชุมทีมงานทุกวัน ทุกเช้าจะมีสภากาแฟ ติดตามเป้าหมายของทุกงานที่มอบหมายให้แต่ละชุดปราบปรามไปดำเนินการ และรายงานความคืบหน้าคดีให้รัฐมนตรีทราบทุกสัปดาห์"
พร้อมกับคำทิ้งท้ายของ "ภิญโญ" ที่ยืนยันว่า ป.ป.ท.มีความพร้อม โดยไม่ยอมเป็น "เสือกระดาษ" อย่างแน่นอน
** ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย **



