
ปิดบัญชี "โรจน์ล้าน"ตำนาน...ค้ากามข้ามชาติ "ตัวพ่อ"
ธุรกิจนอกกฎหมายที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งยากจะกำจัดให้หมดไปจากสังคมไทย คือ ขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ หลากหลายวิธีการที่เครือข่ายนี้ก่อร่างสร้างรูปแบบขึ้นมาตบตาเจ้าหน้าที่รัฐ แม้แต่การเปิดบริษัททนายความว่าคดีให้แก๊งนี้โดยเฉพาะ และเบื้องหล
ปี 2535 ชื่อเสียงของ "โรจน์ล้าน" หนุ่มใหญ่วัย 50 ปีเศษ ท่าทางภูมิฐานในวงการทนายความรู้จักกันดี เขาเปิดสำนักงานกฎหมายรับว่าความ ขึ้นลงศาลเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะรับว่าจ้างทำคดีและเป็นนายประกันให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีค้าประเวณีข้ามชาติเป็นสิบๆ คดี
ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงสงสัยในพฤติการณ์ของโรจน์ล้านและการเฝ้าจับตามองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จู่ๆ เขาก็ถูกยิงเสียชีวิตและปล้นชิงทรัพย์ได้เงินสดไปร่วม 3 ล้านเยน หรือราว 9 แสนบาท ขณะขับรถกลับเข้าบ้านในซอยนวลจันทร์ ท้องที่ สน.คันนายาว เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2535
พ.ต.ท.ประยนต์ ลาเสือ สารวัตรประจำแผนก 5 กองสืบสวนพระนครเหนือ (ยศตำแหน่งในขณะนั้น) ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในคดีดังกล่าว เริ่มตรวจสอบประวัติจนพบว่า โรจน์ล้านไม่ใช่ทนายความอย่างที่กล่าวอ้าง เขาเป็นเพียงทนายกำมะลอ ไม่มีประวัติปรากฏในทะเบียนนักศึกษานิติศาสตรบัณฑิต ประกอบกับการข่าวที่ได้มาทำนองว่าเขาเปิดบริษัททนายความบังหน้า สร้างอิทธิพลให้ตำรวจกลัวเกรง เบื้องหลังมีพฤติกรรมพัวพันกับแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ และฟอกเงินจากการส่งหญิงสาวไปค้าประเวณีที่ญี่ปุ่นมานานหลายสิบปีแล้ว
ปฐมบทของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจค้าเนื้อหนังมังสา เริ่มต้นจาก โรจน์ล้าน ได้ร่วมหุ้นกับนายตำรวจสัญญาบัตรคนหนึ่ง ทำธุรกิจส่งคนงานไปต่างประเทศ สุดท้ายมีปัญหาระหองระแหงเรื่องผลประโยชน์จนต้องปิดตัวลงในที่สุด โรจน์แยกตัวออกมาทำธุรกิจเองกับเพื่อนอีกกลุ่ม และผันตัวเข้าสู่วงการค้ามนุษย์ข้ามชาติเต็มตัว
โรจน์ล้านจะไปติดต่อผู้หญิงไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น เรียกเก็บค่าหัวคนละ 3-5 แสนบาท แบ่งเป็นค่าทำหนังสือเดินทางปลอมเล่มละ 1 หมื่นบาท จ้างม้าหรือชายญี่ปุ่นมาจดทะเบียนสมรส เพื่อเข้าประเทศได้โดยสะดวกรายละ 5-6 หมื่นบาท ค่าเปิดทางจากตรวจคนเข้าเมืองอีกรายละ 4-5 พันบาท ส่วนที่เหลือนำมาแบ่งสันปันส่วนกันในหุ้นส่วน แต่ส่วนใหญ่เขาจะเก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วเจียดจ่ายให้คนละนิดละหน่อย
การสืบสวนยังพบด้วยว่า ก่อนจะมาถูกยิง 5 วัน ทนายกำมะลอค้ากามเพิ่งเดินทางไปส่งหญิงสาว 2 คนที่ญี่ปุ่น ได้เงินจำนวนไม่น้อยกลับมา ซึ่งชุดสืบสวนมั่นใจว่าเป็นเงิน 3 ล้านเยน ที่ถูกคนร้ายปล้นไป ดังนั้น จึงค่อนข้างชัดเจนว่า กลุ่มคนร้ายต้องเป็นคนใกล้ชิดที่รู้ความเคลื่อนไหวของโรจน์ล้านเป็นอย่างดี !?!
อย่างไรก็ตาม ปมสังหารครั้งนี้ตำรวจตั้งประเด็นเอาไว้หลายแนวทางด้วยกัน ทั้งหักหลังธุรกิจค้ากาม ความขัดแย้งส่วนตัว ชิงทรัพย์ และชู้สาว แต่แล้วปริศนาเหล่านี้ก็ได้รับการคลี่คลาย เมื่อตำรวจได้พยานที่เห็นเหตุการณ์ สามารถบอกตำหนิรูปพรรณคนร้ายส่วนหนึ่งได้เกือบหมด
...ก่อนเกิดเหตุโรจน์ล้านขับรถเก๋งมิตซูบิชิ สีแดง ทะเบียน 1ว 9727 กรุงเทพมหานคร กำลังเลี้ยวขวาเข้าซอยแยกในซอยนวลจันทร์ จังหวะนั้นมีรถจักรยานยนต์ซูซูกิ อาร์จีวี สีดำ ทะเบียน 1ท 3228 กรุงเทพมหานคร วิ่งมาชนท้ายรถเขาอย่างจัง จนโรจน์ล้านต้องหยุดรถลงมาเจรจาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ระหว่างนั้นมีรถเก๋งฮอนด้า สีดำ ไม่ติดป้ายทะเบียน พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จากนั้นชายฉกรรจ์ 3 คนกระโดดลงมาจากรถ คนแรกปาดเข้าไปนั่งที่คนขับรถเก๋งของโรจน์ล้าน ส่วนอีก 2 คนสวมเสื้อแจ็กเก็ตยีน และเสื้อสีชมพู พยายามบังคับโรจน์ล้านขึ้นรถ เกิดการยื้อยุดฉุดกระชากกันขึ้น จนโรจน์ล้านล้มลงกับพื้น ชายเสื้อสีชมพูชักปืนออกมายิงเข้าแสกหน้าเสียชีวิตทันที หลังจากนั้นชายทั้ง 4 คน รวมถึงคนขี่รถจักรยานยนต์ ได้หอบกระเป๋าเงินท้ายรถกลับขึ้นรถเก๋งขับหลบหนีมุ่งหน้าทางถนนรามอินทรา
เมื่อตำรวจได้เบาะแสนำไปสเก็ตช์ภาพคนร้ายตรวจสอบกับทะเบียนประวัติอาชญากร พบว่า ละม้ายคล้ายคลึงกับ "สายัญห์ เมธาชนะชม" หรือ "ยัญเหล่" มีการเปลี่ยนชื่อไม่ซ้ำกันมาแล้วกว่า 30 ชื่อ เคยทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น มีชื่ออยู่ในทำเนียบยากูซ่า และมีประวัติพัวพันกับการปล้นร้านค้าได้เงินไปกว่า 80 ล้านเยน ก่อนจะหลบหนีเข้ามาอยู่ในเมืองไทย
ทั้งยัญเหล่และโรจน์ล้านไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย เพียงแต่ก่อนหน้านี้ลูกชายของแม่บ้านยัญเหล่เคยติดต่อโรจน์ล้านส่งไปทำงานที่ญี่ปุ่น เมื่อปลายปี 2534 เมื่อยัญเหล่ตรวจสอบกับเพื่อนยากูซ่าก็พบว่า โรจน์ล้านมีพฤติการณ์ค้ามนุษย์ข้ามชาติ จึงวางแผนปล้นเงิน แล้วติดตามดูความเคลื่อนไหวตลอดมา กระทั่งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2535 เมื่อโรจน์ล้านกลับจากญี่ปุ่นหอบเงินกลับมากว่า 3 ล้านเยน จึงลงมือปล้นฆ่า ซึ่งต่อมาตำรวจก็สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ยกแก๊งภายในเวลา 2 เดือน
"ส้ม" เหยื่อกามข้ามชาติ
พ.ต.อ.สุวิชญ์พล อิ่มใจรัชต์ รอง ผบก.ปดส.เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้รับการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศให้ตรวจสอบปัญหาการค้ามนุษย์ทุกเดือน มีผู้เสียหายตั้งแต่ 1-10 ราย ส่วนใหญ่มักจะถูกหลอกลวงให้ไปทำงานแม่บ้านบ้าง ร้านอาหารบ้าง สุดท้ายเมื่อไปถึงก็ถูกบังคับขายตัว มีด้วยกันหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย แต่ที่เยอะที่สุดคือที่บาห์เรน พฤติกรรมก็ไม่ได้แตกต่างไปจากอดีตเมื่อครั้ง 10-20 ปีก่อน
พร้อมกันนี้ รอง ผบก.ปดส.ฝากเตือนผู้ที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ให้ติดต่อผ่านกระทรวงแรงงาน อย่าติดต่อผ่านนายหน้าอย่างเด็ดขาด เพราะจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะได้งานทำตามที่ต้องการ เนื่องจากกระทรวงแรงงานมีบริษัทรองรับอยู่แล้ว ไม่ใช่ถูกหลอกไปค้าประเวณีอย่างที่ติดต่อผ่านนายหน้า
ด้าน "ส้ม" หญิงสาว วัย 27 ปี ที่เคยถูกหลอกไปค้าประเวณีที่ประเทศมาเลเซีย เล่าว่า เหตุผลเดียวที่ปัญหาหลอกลวงหญิงสาวไปค้าประเวณีข้ามชาติเกิดจากเงิน และที่ผ่านมาสถิติหญิงสาวถูกล่อลวงที่กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานมีอยู่ไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง เนื่องจากหลายรายไม่กล้าเข้ามาร้องทุกข์ต่อภาครัฐ
"เรากลับมาก็ยังเป็นหนี้อยู่ดี กว่าจะได้เงินชดเชยจากกองทุนกฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ก็ใช้เวลานาน เริ่มต้นจ่ายที่ 15,000-100,000 บาท แต่ความจริงแล้วเราเป็นหนี้มากกว่านั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงยอมกัดฟันทำงานใช้หนี้จนหมด หลังจากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นเอเย่นต์เสียเอง ปัญหามันเลยไม่หมดไปเสียที" ส้มให้ความเห็น



