ข่าว

ศาลปกครองตัดสินให้กฟผ.จ่ายชาวแม่เมาะรายละ2.4แสน

ศาลปกครองตัดสินให้กฟผ.จ่ายชาวแม่เมาะรายละ2.4แสน

04 มี.ค. 2552

ชาวอำเภอแม่เมาะได้เฮ ศาลปกครองเชียงใหม่ พิพากษาสั่ง กฟผ.จ่ายชดเชย ค่าเสื่อมสุขภาพ รายละ 246,900 บาท หลังพบค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศเกินมาตรฐานมาตลอด 7 ปี เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ วอน กฟผ. เห็นใจชาวบ้านไม่ยื่นอุทธรณ์คดี

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ ได้อ่านคำพิพากษาคดีในคดีที่ชาวบ้านใน ต.นาสัก ต.บ้านดง  ต.สบป้าด ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ และ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง รวม 437 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ระหว่างปี 2546-2548 เรียกร้องค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยอ้างว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะใช้ถ่านหินลิกไนต์คุณภาพต่ำผลิตกระแสไฟฟ้า โดยมิได้บำบัดอากาศเสียให้ได้มาตรฐาน ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าว
 ศาลวินิจฉัยว่า ตามรายงานการตรวจวัดอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2535-สิงหาคม 2541 วัดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (So2) ในอากาศเกินกว่า 1,300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา 50 เดือน จากทั้งหมด 70 เดือน ซึ่งค่ากฎหมายกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2538 สำหรับพื้นที่แม่เมาะคือไม่เกิน 1,300  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
 ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกการกำหนดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ให้เป็นค่าเดียวกันทุกพื้นที่ คือไม่เกิน 780 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ปรากฏว่าค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในพื้นที่แม่เมาะช่วง 20 เดือนที่เหลือก็ยังเกิน 780 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
 ศาลวินิจฉัยว่า กฟผ.เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ และถูกกำหนดให้ควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย ทั้ง กฟผ. เคยรับว่า วันที่ 17-18 สิงหาคม 2541 เครื่องดักก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ใช้การได้เพียง 2 เครื่องจากทั้งหมด 10 เครื่อง ทำให้ราษฎรเจ็บป่วยถึง 868 คน ดังนั้น การปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกินค่าที่กำหนดเป็นการผิดกฎหมาย
 ศาลจึงกำหนดค่าเสียหาย เป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัย และจิตใจแก่ราษฎรที่อยู่ในพื้นที่จริง ตามพฤติการณ์ และความร้ายแรงของการกระทำ ตามปริมาณ และจำนวนครั้งที่ กฟผ. ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โดยส่วนใหญ่จะได้รายละ 246,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง
 ส่วนคดีที่ราษฎรฟ้องว่า กฟผ. ไม่ทำตามเงื่อนไขในการประทานบัตรในการทำเหมืองถ่านหิน มีการนำที่ดินปลูกป่าทดแทนไปสร้างสนามกอล์ฟ โดยอ้างว่าการฟื้นฟูสภาพเป็นสวนพฤกษชาติ และสนามกอล์ฟสามารถลดผลกระทบจากการชะล้างของน้ำ และลมได้ อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนของชาวบ้าน      
 ศาลเห็นว่า ตามมาตรการระบุชัดเจนว่า ให้ปลูกป่าทดแทน ซึ่งการปลูกป่าจะได้ไม้ยืนต้น แหล่งต้นน้ำ สัตว์ป่า ส่วนสนามกอล์ฟ เป็นการทำลายที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า และไม่สามารถเป็นแหล่งต้นน้ำ อีกทั้งที่ดินของรัฐมีเพื่อกิจการทำเหมืองเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า มิใช่สนามกอล์ฟ จึงให้ กฟผ. ปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ทำสนามกอล์ฟ
 กรณีอพยพหมู่บ้านออกนอกรัศมี ผลกระทบ 5 กิโลเมตร ซึ่ง กฟผ.อ้างว่า เป็นมาตรการลดฝุ่นหาก กฟผ. ทิ้งดินเพิ่มเป็น 2 เท่า และไม่มีมาตรการดีพอ แต่ศาลเห็นว่า ตามมาตรการมิได้ระบุข้อยกเว้นดังกล่าวไว้ อีกทั้งยังปรากฏว่า บริเวณดังกล่าวยังมีฝุ่นอยู่ กฟผ.จึงต้องดำเนินการอพยพหมู่บ้านดังกล่าว  
 ส่วนกรณีการทำรายงานการตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อม (อีเอ) ทุก 2 ปี กฟผ.ยอมรับว่าอยู่ในระหว่างดำเนินการ ศาลจึงสั่งให้ กฟผ.จัดทำและเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณา หาก กฟผ.มีมาตรการที่ดีกว่าให้ยื่นแก้ไข
 นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ เลขาธิการเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ กล่าวหลังศาลปกครองเชียงใหม่อ่านคำพิพากษาว่า รู้สึกดีใจที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาออกมาดังกล่าวหลังจากที่ชาวบ้านต้องต่อสู้เรียกร้องมายาวนานนับสิบปีเพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง ทั้งในส่วนของการให้ กฟผ.อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรัศมี 5 กิโลเมตร และการจ่ายค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมสุขภาพให้แก่ชาวบ้าน แม้จะได้รับเพียง 131 ราย จากที่ร่วมกันยื่นฟ้องทั้งหมด 477 ราย เฉพาะรายที่มีใบรับรองแพทย์ และได้รับค่าเสียหายเพียงรายละไม่มากก็ตาม
 ทั้งนี้อยากวิงวอนไปยัง กฟผ.ว่าไม่น่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้อีกต่อไป และปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ โดยอยากให้เห็นใจชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์และต่อสู้มานานจนมีผู้ที่ต้องจากไปแล้วหลายราย ซึ่งไม่อยากให้มีการสูญเสียมากไปกว่านี้อีก แต่หาก กฟผ.จะยื่นอุทธรณ์ ชาวบ้านก็คงต้องยืนหยัดต่อสู้ต่อไป เพื่อเรียกร้องรักษาสิทธิของตัวเองให้ถึงที่สุด
 นายอภิชาติ พลอยแก้ว อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคดีปกครองเชียงใหม่ ผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทุกราย กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถบอกได้ว่า กฟผ.จะยื่นอุทธรณ์คดีนี้หรือไม่ โดยอาจจะต้องมีการพิจารณาข้อเท็จจริง พยาน และหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม ซึ่งหากมีน้ำหนักเพียงพอก็อาจจะยื่นอุทธรณ์คดีก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กฟผ. ที่จะต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกันทุกฝ่ายอย่างละเอียดก่อนที่จะมีการตัดสินใจใดๆ
 นายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ รองอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่ กล่าวว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ส่วนการจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องนั้น จะต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับตั้งแต่คดีสิ้นสุด ขณะที่การที่ศาลสั่งให้ กฟผ.ดำเนินการต่างๆ นั้น ไม่ได้กำหนดเวลาไว้เพราะการดำเนินการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตามหากการดำเนินการล่าช้า คู่กรณีก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลให้เร่งรัดการดำเนินการได้
 นอกจากนี้นายพรชัยกล่าวถึงการกำหนดค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่แม่เมาะสูงกว่าพื้นที่อื่นว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดก็ตามควรมีสิทธิที่จะใช้ค่าอากาศที่เท่าเทียมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีร่างกายที่เหมือนกัน เช่นเดียวกับชาวบ้านแม่เมาะที่ควรจะได้รับอากาศที่ดีเหมือนกัน ส่วนการเรียกร้องให้มีการประกาศให้แม่เมาะเป็นเขตควบคุมมลพิษนั้น เห็นว่าทุกคนมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้ หากเห็นว่ามีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่
 นายวิรัช กาญจนพิบูลย์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า ที่ศาลวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ กฟผ. ดำเนินให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขแนบท้ายประทานบัตร เรื่องนี้ กฟผ.ขอศึกษารายละเอียดและต้องหารือกับพนักงานอัยการ ที่เป็นผู้รับมอบอำนาจแก้ต่างคดีให้ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ 
 นายวิรัชกล่าวว่า ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการที่แนบท้ายประทานบัตรเหมืองนั้น กฟผ.ก็ได้ฟื้นฟูสภาพเหมือง โดยแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน คือ พื้นที่ปลูกป่าทดแทน พื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน พื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งเรียนรู้ อาทิ สวนพฤกษชาติ อาคารพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติฯ ทุ่งบัวตอง ลานกิจกรรมนันทนาการ และสนามกอล์ฟ
 นายวิรัช กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กฟผ.ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ฯ สำหรับโรงไฟฟ้าทุกเครื่องแล้ว มั่นใจว่าได้ดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมายเกี่ยวกับคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดูแลให้ความช่วยเหลือด้านความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของราษฎร อ.แม่เมาะ มาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมไอเอสโอ 14001 รวมทั้งดูแลให้ความช่วยเหลือราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าและเหมือง เช่นเดียวกับการดูแลชุมชนรอบโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ทั่วประเทศ