ข่าว

ติงรัฐเลิกยึดจีดีพี-มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต

ติงรัฐเลิกยึดจีดีพี-มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต

19 พ.ย. 2552

นายกฯ ไม่สนปีหน้าปัญหาการเมืองไม่จบ เดินหน้าปั๊มเศรษฐกิจ คาดจีดีพีโต 3.5% "สมคิด" สวนเลิกยึดตัวเลขวัดเศรษฐกิจ แนะมุ่งสร้างความเชื่อถือ พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาเรื่อง "จากไทยเข้มแข็งสู่ไทยยั่งยืน" จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ปัญหาการเมืองจะยังเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า เพราะมีบางคนไม่ต้องการให้มันจบ แต่รัฐบาลจะไม่ให้มาเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาหลักของประเทศ และเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากเรื่องราคาพลังงาน ราคาอาหาร ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในปี 2553 จีดีพีจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 3.5%

 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง “คิดใหม่ เศรษฐกิจไทย” ว่า ในปี 2553 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแน่นอน และจะเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทยให้มีแนวโน้มดีขึ้น แต่การลงทุนและการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว ไทยต้องคิดใหม่แล้วทำเลย ต้องเลิกหลงใหลเอาจีดีพีมาเป็นตัววัดได้แล้ว และหันมามุ่งเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าการสร้างการเติบโตของตัวเลขจีดีพี เพราะเมื่อเศรษฐกิจไทยมีความน่าเชื่อถือ เงินทุนก็จะไหลเข้า เอกชนเข้ามาลงทุน เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น

 "แนวคิดที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ใช่จีดีพี แต่การพัฒนาเศรษฐกิจคือการเปลี่ยนผ่านให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะจีดีพีเป็นเพียงเครื่องมือสะท้อนความเป็นอยู่ของประชาชน" นายสมคิด กล่าว 

 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะติดลบ 3% และปีหน้าน่าจะขยายตัว 3-5% เนื่องจากการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจัยเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีหน้า มีโอกาสที่จะชะงักแต่ไม่ถดถอย เนื่องจากปัญหาการเมืองทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลล่าช้า

 นอกจากนี้ยังมีความเปราะบางของเศรษฐกิจประเทศ จี 3 และเศรษฐกิจโลกอาจฟื้นตัวค่อนข้างน้อย ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่เริ่มมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และปัจจัยสุดท้ายคือ ปัญหาการระงับโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีผลต่อโครงการใหม่ทั้งปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตามขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลจะแก้ไขได้แค่ไหน