ข่าว

เวทีเสวนาปณิธานยันไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับเขมร

เวทีเสวนาปณิธานยันไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับเขมร

19 พ.ย. 2552

"ปณิธาน ” ยันไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับกัมพูชา ชี้ไม่ต้องกังวลจะเกิดสงคราม เชื่อเมื่อความขัดแย้งยุติ ความสัมพันธ์ทางการทูตจะเหมือนเดิม ด้าน"จาตุรนต์"แนะรบ.ควรใช้สติในการแก้ไขปัญหา ส่วน " อจ.รัฐศาสตร์ จุฬาฯ " ชี้ผู้นำเขมรผิดมารยาทที่แทรกแซงการเมืองประเทศเพื่อน

 (19พ.ย.)  นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ หยุดศึก ชักศึก หรือเปิดศึก : ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในกระแสความขัดแย้งการเมืองไทย ” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วานนี้ (19 พ.ย.) ยืนยันว่า ไทยและกัมพูชาไม่ได้เป็นศัตรูกัน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดศึกระหว่างสองประเทศ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องทางการเมือง แต่ความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ รวมถึงการค้าและการลงทุน ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 7 ของกัมพูชา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ในการแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการทางการทูต ปัจจุบัน ไทยเพียงแค่ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา และพร้อมที่จะยกระดับความสัมพันธ์สู่ภาวะปกติ เมื่อข้อขัดแย้งยุติ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ ไม่จำเป็นต้องให้สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย และไทยยังสามารถทำหน้าที่ประธานอาเซียนต่อไปได้

 นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้สึกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนไทยควรหันมาร่วมมือกันมากขึ้น แม้มีความเห็นไม่ตรงกันก็สามารถพูดคุยกันได้ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง

 ทางด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีเดียวกันว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสรักชาติอย่างรุนแรงจนถึงขั้นคลั่งชาติ ทุกฝ่ายควรตั้งสติและหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

 นายจาตุรนต์ กล่าวเตือนว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้จีนและอินเดียมีบทบาทมากขึ้นต่อประเทศในเอเชีย ขณะที่ไทยอาจสูญเสียผลประโยชน์ที่ได้รับจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ลาว กัมพูชา และพม่า รวมทั้งสูญเสียโอกาสแสดงบทบาทผู้นำอาเซียน ในการเจรจากับประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลก นอกจากนี้ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับกัมพูชา จะทำให้ไทยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์มากกว่า หากไทยยุติการให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา ก็มีประเทศอื่นพร้อมให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว ไทยดำเนินยุทธศาสตร์ผิดพลาด เนื่องจากไม่เข้าใจความสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน

 นายสุรชัย ศิริไกร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นพ้องว่า ไทยควรผูกมิตรกับกัมพูชา ในขณะที่เอเชียตะวันออกอยู่ระหว่างกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ออกมาเคลื่อนไหวแทรกแซงการเมืองไทย ซึ่งผิดกฎอาเซียน

 " สมเด็จฮุนเซน เป็นนักการเมืองที่ไม่ธรรมดา มีความรู้ความสามารถสูง ผ่านการฝึกฝนทางการเมืองมานานถึง 30 ปี และการเมืองกัมพูชามีความเข้มข้นกว่าไทยมาก การแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ สามารถทำได้นานแล้ว แต่กลับเพิ่งมาแต่งตั้งในช่วงที่ประเทศทั้งสองมีปัญหาขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเจ้าพ่อธุรกิจสื่อสาร ก็สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้นำกัมพูชาได้หลายทาง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง อันเป็นการกระตุ้นความไม่พอใจแก่ทางฝ่ายไทย  " นายสุรชัย กล่าว

 ขณะเดียวกัน พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ไทยควรควบคุมไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว และพยายามกลับไปสถาปนาความสัมพันธ์ตามปกติกับกัมพูชา พร้อมกับเตือนว่า นโยบายการต่างประเทศของไทยอ่อนแอเกินไป ทำให้กัมพูชานำมาขยายผลโจมตี รวมทั้งยังมีอีกหลายประเทศที่จ้องหาประโยชน์จากจุดอ่อนนี้ของไทย

 พล.อ.ไวพจน์ กล่าวว่า ไทยไม่ควรมองปัญหาอย่างผิวเผิน แต่ควรมองให้ลึกซึ้งถึงสาเหตุและผลกระทบ โดยในช่วงหลายปีมานี้ กัมพูชาพยายามยกระดับการติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น หลังจากถูกมองมานานว่าเป็นประเทศล้าหลังและด้อยพัฒนา กัมพูชาพยายามอย่างหนักที่จะได้รับการยอมรับบนเวทีระหว่างประเทศ ด้วยเสถียรภาพของกัมพูชา รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ทำให้หลายประเทศสนใจที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยยอมละทิ้งความเห็นที่แตกต่าง เช่น สหรัฐที่เข้าไปช่วยฝึกฝนกองทัพให้กัมพูชา และให้อาวุธยุทโธปกรณ์ แลกกับความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้าย และการปราบปรามยาเสพติด ไทยไม่สามารถใช้กลยุทธ์ข่มขู่ประเทศเล็กกว่า ตามแบบประเทศพัฒนาแล้ว แต่ควรให้เกียรติประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น การบีบบังคับข่มขู่จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากขึ้น ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไทยต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศ ผลประโยชน์สำคัญที่เป็นรูปธรรม และศักดิ์ศรีของประเทศ อีกทั้งยังต้องสามารถชี้แจงให้ประชาชนยอมรับได้ การกระทำเพื่อรักษาศักดิ์ศรีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะอ้างความชอบธรรม