
วิฯ'เอกขาว'..โกนหัว-คิ้วเปลือยกายล่อนจ้อน
เมื่อชีวิตหนึ่งดับสิ้นลงอีกชีวิตหนึ่งจึงต้องชดใช้ ด้วยชีวิตที่ด่าวดิ้นตามติดกันไป แม้ตำรวจผู้คลี่คลายคดียิง "ร.ต.อ.อาทิตย์ บุบผา" หรือผู้กองโอ๊ต รอง สว.สส.สน.หัวหมาก จะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ยังถูกบีบให้ลงมือในที่สุด
5 วันนับตั้งแต่ผู้กองโอ๊ตพร้อมชุดสืบสวนเข้าจับกุมคดียาเสพติดย่านรามคำแหง 127 กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2552 จนต้องสังเวยชีวิตให้แก๊งค้ายาไอซ์ ฝีมือ "เอกชัย ชุณหชัย" หรือเอกขาว หัวโจกวัย 37 ปี แม้จะสามารถจับกุมแก๊งค้ายาได้ 1 คน คือ "เทิดเกียรติ ชุณหชัย" ผู้น้องวัย 28 ปี แต่สำหรับอาชญากรผู้พี่ที่มีประวัติโชกโชนเป็นหางว่าว และมีอาวุธปืนติดตัวแล้วถือว่าอันตรายยิ่ง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก และ กก.สส.น.4 ก็ทุ่มกำลังควานหาตัวเอกขาวชนิดพลิกแผ่นดิน ประวัติต่างๆ ในอดีตถูกรื้อฟื้นขึ้นมาตรวจสอบละเอียดยิบ จนพบว่ามีคดีพยายามฆ่าและฆ่าคนตายในท้องที่ สน.สำเหร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างต่อสู้คดี ยิ่งทำให้ชุดสืบสวนต้องรีบได้ตัวก่อนที่จะไปก่อกรรมทำเข็ญอีก ในยามที่ถูกไล่ให้จนตรอกเช่นนี้
เอกขาวเดิมเป็นนักเลงหัวไม้ชอบเล่นการพนัน จนเรียกได้ว่าเป็นนักพนันตัวยง เดินทางเข้าออกบ่อนกาสิโนปอยเปต ประเทศกัมพูชา เป็นว่าเล่น สั่งสมชื่อชั้นในวงการพนันจนหลายคนต่างรู้จักดี ต่อมาได้ผันตัวเองเข้ามาสู่วงการยาเสพติดประเภทยาไอซ์ เป็นเอเย่นต์คนสำคัญสร้างรายได้มหาศาล เก็บเงินเตรียมเปิดสถานบริการ กระทั่งมาพลาดท่าถูกชุดผู้กองโอ๊ตขยายผลถึง และต่อสู้ขัดขวางจนเอาชีวิตข้าราชการหนุ่มไปในที่สุด
การติดตามไล่ล่าดำเนินไปชนิดทุ่มกำลังแทบทั้งหมดที่มีอยู่พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.สั่งการให้ชุดสืบสวน สน.หัวหมาก และ กก.สส.น.4 รวมถึงศูนย์สืบสวน บช.น.ออกหาข่าวความเคลื่อนไหวชนิดก้าวต่อก้าว กระทั่งได้เบาะแสว่า เอกขาวหลบหนีออกนอกกรุงเทพฯ ไปแล้ว ไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านพักย่านฝั่งธนฯ และไม่น่าจะกล้าข้ามพรมแดนไปอยู่ฝั่งกัมพูชา ดังนั้นจึงเหลืออีกเพียงที่เดียวที่เอกขาวน่าจะไปกบดานคือ ที่บ้านพักใน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์
ชุดสืบสวนตรวจสอบข่าวนี้จนแน่ใจว่าเอกขาวหลบไปกบดานอยู่ในพื้นที่หมู่6 ต.วังหิน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ จริง พล.ต.ท.อัศวินจึงสั่งการให้หน่วยอรินทราช 26 ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษ 14 นาย เดินทางไปพร้อมกับฝ่ายสืบสวนอีกกว่า 30 ชีวิต เดินทางไปยังบ้านเป้าหมาย กว่าจะถึงก็ปาเข้าไป 2 ทุ่ม วันที่ 18 พฤศจิกายน เป็นบ้านพักเลขที่ 59 ตั้งอยู่ในสวนผลไม้ของข้าราชการบำนาญ กระทรวงสาธารณสุข
ชุดปฏิบัติการสวมเสื้อเกราะและติดอาวุธครบมือเดินเท้าเข้าพื้นที่เป็นระยะทางราว 2-3 กิโลเมตร ตรงเข้าปิดล้อมบ้านเป้าหมาย ก่อนจะตะโกนบอกให้มอบตัว แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น เมื่อเอกขาวสู้อย่างคนจนตรอก สาดกระสุนปืนเข้าใส่เจ้าหน้าที่ เกิดการยิงปะทะต่อสู้กันนานกว่า 1 ชั่วโมงเมื่อเสียงปืนสงบทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ก็พบศพเอกขาวนอนเสียชีวิตอยู่
"ผู้ต้องหายิงปืนใส่ตำรวจจึงต้องป้องกันตัว เพราะเกรงจะเกิดการสูญเสียขึ้นอีก จึงต้องป้องกันอย่างเต็มที่ เมื่อคนร้ายยิงสวนก็ต้องป้องกัน ยิงตอบโต้จนถูกคนร้ายเสียชีวิต" พล.ต.ท.อัศวิน กล่าว
บ้านที่เอกขาวใช้เป็นที่กบดานเป็นบ้านทรงไทย2 ชั้นบนฝ้าเพดานชั้นสองมีเปลนอนผูกไว้กับขื่อบ้าน นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ดำรงชีพหลายรายการ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงคอมฟอร์ด 100 หรือที่ปัสสาวะแบบพกพาวางอยู่ข้างเปลนอน คล้ายกับว่าจะไม่ยอมเคลื่อนกายไปไหนโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญสิ่งที่ชวนให้ชุดสืบสวนฉงนสนเท่ห์คือ สภาพเอกขาวที่โกนหัวโกนคิ้วและไม่ใส่เสื้อผ้าเลย
"นายเอกชัยไม่ยอมให้จับกุม เปิดฉากยิงใส่ชุดสืบสวน จึงจำเป็นต้องยิงตอบโต้ป้องกันตัว หลังจากเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ตกใจและแปลกใจว่าทำไมนายเอกชัยถึงต้องโกนหัว โกนคิ้ว และไม่ใส่เสื้อผ้าด้วย" พ.ต.อ.ปกรณ์ กิตติวัฒน์ ผกก.สส.น.4 ตั้งคำถาม
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเอกขาวถึงต้องทำแบบนั้นจะเป็นเพราะสำนึกผิดหรือก็ไม่น่าจะใช่ เพราะหลังเกิดเหตุเขาไม่เคยติดต่อเข้ามอบตัวเลย หรือทำไปเพื่ออำพรางตัวหลบหนี ดูจากสภาพแวดล้อมที่กบดานแล้ว เหมือนกับว่าเขาจะไม่ไปไหนอีกถ้าไม่จำเป็นหรือเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ไม่ว่าจะทำด้วยวัตถุประสงค์อะไรเขาก็ไม่อยู่ให้คำตอบอันชวนสงสัยอีกต่อไปแล้ว



