
กองกำลังเถื่อน
การใช้อาวุธสงครามร้ายแรงคือเครื่องยิงระเบิดโจมตีการชุมนุมของประชาชนกลุ่มพันธมิตรซ้ำซาก หลายจุด รวมทั้งในทำเนียบรัฐบาล การยิงอาคารศาลรัฐธรรมนูญ และล่าสุดคือการใช้อาวุธเดิมยิงใส่การชุมนุมที่สนามหลวงในคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เหตุการณ์สืบเนื่องส่อแววว่าเจ้าหน้
พฤติกรรมของนายทหารที่ชื่อเสธ.แดง มักเข้าข่ายพูดจาท้าทายกฎหมายและผู้บังคับบัญชามาโดยตลอด ด้วยท่าทีโอหัง ไม่สนใจกฎระเบียบ ทำตัวเป็นนายทหารซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่กล้าแตะต้องหรือลงโทษทางวินัย สร้างความประหลาดใจต่อประชาชน ซึ่งคาดหมายว่าสถาบันกองทัพมีระเบียบวินัยเข้มงวด ไม่ปล่อยให้ใครมีพฤติกรรมเลวร้าย สร้างความเสื่อมเสียต่อองค์กร การใช้อาวุธสงครามในเมืองหลวง ยิงใส่ทำเนียบรัฐบาลและใกล้กระทรวงกลาโหม ทำให้สงสัยมาตรการและขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ว่ามีความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะไม่เคยได้ลู่ทาง หลักฐานเพียงพอที่จะเข้าใกล้ผู้ต้องสงสัยได้แม้แต่ครั้งเดียว และผู้รับผิดชอบยังไม่รู้สึกร้อนหนาวว่าเป็นการไร้ความสามารถอีกด้วย
นายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาได้ตำหนิผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าหย่อนยานไม่ใส่ใจ หรือเป็นเพราะมัวแต่ไปเที่ยวอาบอบนวด ทำให้ผู้ร้ายมีโอกาสทำงานได้สะดวก กรณีล่าสุดก็เช่นเดียวกัน มีแต่คำปฏิเสธจากนายพลในกองทัพว่าการยิงนั้นไม่ใช่ทหาร จึงนำไปสู่คำถามว่า รู้ได้อย่างไร หรือมีหลักฐานว่าผู้กระทำนั้นไม่ใช่ทหารจริงๆ แต่เป็นทหารนอกแถว หรือทหารนอกราชการ จนกลายเป็นการเล่นคำตีสำนวนโวหารเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบในยุคที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีจิตสำนึกในหน้าที่ ถ้ามีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงในเมือง จะมีการเร่งสอบสวน สืบสวนอย่างจริงจัง หรือกรณีนี้ทำให้เชื่อว่าการใช้อาวุธสงครามเป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนการขับรถฝ่าไฟแดงกระนั้น หรืออาวุธสงครามเช่นเครื่องยิงลูกระเบิดเป็นเหมือนสิ่งของใช้สามัญประจำบ้าน ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นตกใจ
อย่างไรก็ตามรัฐบาลหรือหน่วยงานเกี่ยวกับความมั่นคง รักษากฎหมาย โดยเฉพาะรัฐบาล ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้ หากจับกุมตัวผู้ร้ายไม่ได้ ถือเป็นความล้มเหลว ไร้ความสามารถในการรักษาสวัสดิภาพของประชาชน เพราะเหยื่อของการกระทำซึ่งไร้มนุษยธรรมนั้นเป็นเด็ก สตรี และผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นย่อมมีสิทธิได้รับการคุ้มครองและชดใช้สำหรับการบาดเจ็บ แต่กรณีล่าสุดไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล หน่วยงานของรัฐไปเยี่ยมเยียนดูแล ทำให้น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง หรือเห็นว่าการชุมนุมไม่เป็นที่สบอารมณ์ของนักการเมือง กลุ่มผู้มีผลประโยชน์ ดังนั้นจึงเพิกเฉยต่อเหยื่อของพฤติกรรมโหด



