
ไต่สวนพยาน3ปากคดียึดทรัพย์ทักษิณ7.6หมื่นล้าน
ศาลฎีกาแผนคดีอาญาฯ"ไต่สวนพยาน 3 ปากคดียึดทรัพย์"ทักษิณ" เตรียมอดีตอธ.ดีเอสไอ และอดีตกก.คตส.ให้ปากคำ 24 พ.ย.นี้
(19 พ.ย.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา รวม 9 คนไต่สวนพยานที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องให้ทรัพย์สินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกผลของ พ.ต.ท.ทักษิณคุณหญิงพจมาน และครอบครัว รวมทั้งผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รวม 22 รายการตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และได้ทรัพย์สินมาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โดยอัยการนำพยานไต่สวนรวม 3 ปากประกอบด้วย นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) นายสุพจน์ ธีรเกาศัลย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง และนางเนติมา เอื้อธรรมาภิมุข อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือแทค
ขณะที่นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผช.เลขาธิการกลต. เบิกความเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และการถือหุ้นในบริษัทวินมาร์ค ลิมิเต๊ด จำกัด ว่า จากการตรวจสอบกรณีที่มีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริง บจก.เอสซีฯ กลต.พบว่าบ.วินมาร์คฯ ซื้อหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณจำนวน 1,500 ล้านบาทโดย บ.วินมาร์คมอบหมายให้ทรัสต์แห่งหนึ่งบนเกาะฮ่องกง เป็นผู้บริหารจัดการ บ.วินมาร์คฯ เมื่อตรวจสอบทรัสต์แห่งนี้พบว่าได้รับมอบหมายจากกองทุน บลูไดมอนด์ ซึ่งเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ให้ซื้อหุ้นให้บ.วินมาร์คฯ และการตรวจสอบบัญชีเงินค่าซื้อหุ้นพบว่า เงินค่าซื้อหุ้น 300 ล้านบาทโอนมาจากบัญชีธนาคาร 3 แห่งในประเทศสิงคโปร์ที่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของบัญชี และ บ.วินมาร์คฯ โดยทรัสต์บนเกาะฮ่องกงโอนเงินซื้อหุ้นอีก 1,200 ล้านบาทและหลังจากซื้อหุ้นแล้ว บ.วินมาร์คฯ มอบให้ธนาคารยูบีเอสสิงคโปร์ เป็นผู้จัดการหุ้นของ บ.วินมาร์คในตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงพบความโยงใยว่า บ.วินมาร์คฯ เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณที่มีทรัสต์บนเกาะฮ่องกง และกองทุนบลูไดมอนด์เป็นผู้บริหาร
นางวรัชญาเบิกความอีกว่า หลังจากธนาคารยูบีเอส สิงคโปร์ เข้ามาจัดการหุ้นให้บ.วินมาร์คฯ แล้วปรากฏว่า มีการถือครองหุ้นเกิน 5% ตามกฎหมายต้องรายงานสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) ทราบกลต. จึงสงสัยและตรวจพบว่าหุ้นที่ถือเกิน 5% นั้นเป็นหุ้นที่ถือในนาม บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่าเป็นของตนเองและขายให้ นายพานทองแท้ แล น.ส.พินทองทาชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว จาการตรวจสอหุ้นวินมาร์ค ดังกล่าว กลต. จึงสันนิษฐานว่าหุ้นในบ.วินมาร์คฯ และ บ.แอมเพิลริชฯ เป็นของคนๆ เดียวกัน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ
นางวรัชญายังเบิกความยืนยันว่า กลต.ตรวจพบหุ้นบ.เอสซีฯ ที่ขายให้บ.วินมาร์คฯ เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ตั้งกองทุน 3 กองทุนคือ กองทุนแวลู แอสเสทส์ ฟันด์ ( VAF ) กองทุนโอเวอร์ซีโกรว์ธ ฟันด์ ( OGF ) และกองทุนออฟชอว์ไดนามิค ฟันด์ ( ODF ) ประเทศมาเลเซียมาถือครองหุ้นแทน บ.เอสซีฯ จึงถูกดำเนินคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นซึ่งไม่รายงานให้ กลต.ทราบและเป็นที่มาของการตรวจสอบจนพบว่าหุ้นใน บ.วินมาร์คฯ และ บ.แอมเพิลริชฯ เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ให้บุตรและเครือญาติ รวมทั้งกองทุนอื่นถือหุ้นแทนระหว่างดำรงตำแหน่ง
ส่วนนายสุพจน์ ธีรเกาศัลย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เบิกความถึงประเด็นนโยบายเกี่ยวกับการให้เงินกู้รัฐบาลพม่าดอกเบี้ยจำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่า ว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือในยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง( ACMECS) เนื่องจากพม่าถูกบอยคอตในประเทศตะวันตกแต่ในส่วนรายละเอียดเป็นเรื่องของผู้บริหารระดับสูงของแต่ละประเทศเป็นคนพิจารณา
ด้านนางเนติมาเอื้อธรรมาภิมุข อดีต ผอ.ฝ่ายกฎหมายบริษัทแทคได้เบิกความถึงต้นทุนการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งก่อนและหลังการมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยระบุถึงความสามารถในการแก้ไขระหว่างบริษัทเอไอเอส และ บริษัทแทค ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมจากภาครัฐ
ภายหลังศาลไต่สวนพยานทั้งสามปากอัยการโจทก์ เตรียมนำนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) ไต่สวนเกี่ยวกับบ.เอสซีฯ และนายบรรเจิด สิงคเนติ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) เกี่ยวกับการรวจสอบการปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ในวันที่ 24 พ.ย.นี้เวลา 09.30 น.



