
คลัง-มท.-ยุติธรรมผนึกกำลังแก้หนี้นอกระบบ
ลูกหนี้นอกระบบ-ลูกหนี้บัญชีดำเครดิตบูโร ได้เฮ รัฐเปิดลงทะเบียนเคลียร์หนี้ตลอดเดือนธันวา "คลัง-มหาดไทย-ยุติธรรม" ผนึกกำลัง ตั้งศูนย์รับแจ้งแหล่งกู้ผิดกฎหมาย คิดดอกโหด เกินร้อยละ 15 ต่อปี พร้อมส่ง ปปง.-ดีเอสไอ จัดการ ตำรวจชลบุรีโชว์ผลงาน รวบแก๊งปล่อยกู้ร้อย
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 พฤศจิกายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เเละปาฐกถาเรื่อง นโยบายรัฐบาลกับการเสริมสร้างเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่โรงเเรมมิราเคิล เเกรนด์ ว่า ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจะแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยพยายามลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้แก่ประชาชนทุกระดับ แต่ครั้งนี้รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ถึงความเดือดร้อนของประชาชนจำนวน 1 ล้านคน ที่ต้องทนใช้ชีวิตกับวงจรหนี้สิน และเผชิญกับความยากจน โดยต้องชำระดอกเบี้ยโหดและเรื้อรัง แม้จะเป็นนักธุรกิจหากเจอกับดอกเบี้ยโหดที่ยากจะหลุดพ้นเช่นนี้ก็คงจะต้องอยู่ในวงเวียนนี้เช่นกัน ตนได้รับเรื่องร้องเรียนและร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหานี้ทุกวัน จึงถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องช่วยแก้ไข
“ไทยจะเข้มแข็งไม่ได้ หากไม่เร่งกำจัดปัญหาชำระหนี้โหดให้หมดไป โดยรัฐบาลไม่ถือว่าการก่อหนี้นอกระบบเป็นปัญหาส่วนบุคคล หรือครอบครัวผู้ก่อหนี้อีกต่อไป และไม่ได้เป็นเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยมีผู้มีอิทธิพล ความรุนแรงและอาชญากรรมเข้ามาเป็นส่วนประกอบ และแม้ที่ผ่านมาจะมีการหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาดูแลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงลึกหรือสะสางให้เป็นระบบอย่างเพียงพอที่จะให้ประชาชนหลุดพ้นจนไม่ต้องหันกลับมาได้อีก” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกรมสรรพากร เข้ามาคลี่คลายทุกข์ของประชาชน เพื่อให้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ต่อไป
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธันวาคมนี้ หรือทุกวันจันทร์-เสาร์ จะเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบทั่วประเทศที่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ จากนั้นเดือนมกราคม 2553 กรมบัญชีกลางจะนำรายชื่อผู้มาลงทะเบียนเข้าสู่กระบวนการประมวลผล คัดกรองประเภทลูกหนี้และสรุปยอดรวม ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-30 พฤศจิกายน 2553 คณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินระดับจังหวัดและระดับอำเภอจะเจรจาประนอมหนี้
ดึง 6 แบงก์รัฐร่วมวงรับลูกหนี้
นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า การปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบจะมี 6 ธนาคารเข้ามาดูแล ประกอบด้วย ธ.ก.ส.รับผิดชอบหนี้ของเกษตรกร ธนาคารออมสินดูแลหนี้ประชาชนรายย่อย ส่วนเอสเอ็มอีแบงก์ ดูแลหนี้ที่เกิดจากการค้าขาย และให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รับผิดชอบหนี้ที่อยู่อาศัย ขณะที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ดูแลหนี้บัตรเครดิต และธนาคารกรุงไทย เข้าไปดูแลหนี้ของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อของธนาคาร ภายใต้โครงการดังกล่าว จะเข้าสู่ระบบเดือนพฤษภาคม 2553 และลูกหนี้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะพิจารณาให้ความช่วยเหลืออีกครั้ง หากยังไม่สำเร็จจะมีโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพให้มีความเข้มแข็งและสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไป ซึ่งอยู่ในช่วงวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2553
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังมั่นใจว่าเม็ดเงินที่จะปล่อยกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 6 แห่ง จะมีเพียงพอ เพราะก่อนหน้านี้ได้เพิ่มทุนผ่านการใช้เงินของไทยเข้มแข็งไปแล้วทั้งหมด โดยแต่ละรายจะต้องมีเงินต้นคงค้างไม่เกิน 2 แสนบาท เป็นหนี้เกิดก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ทุกแบงก์คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี ใน 3 ปีแรก ยกเว้นธนาคารออมสินที่คิดร้อยละ 0.5 ต่อเดือนสำหรับมูลหนี้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท หากเกิน 3 หมื่นบาทจะคิดร้อยละ 0.75 ต่อเดือน หรือร้อยละ 17 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระไม่น้อยกว่า 8 ปี โดยหลักประกันหากหนี้ไม่เกินแสนบาทใช้ผู้ค้ำ 1 คน หากมากกว่าแสนบาทใช้ผู้ค้ำ 2 คน ซึ่งผู้ค้ำต้องมีรายได้รวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินกู้
"รัฐบาลมุ่งมั่นปลดประชาชนจากความเป็นทาสเงินกู้โหด โดยนอกจากจะปรับโครงสร้างหนี้แล้วจะสร้างอาชีพเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอ รวมถึงการเข้าโครงการบำบัดการเป็นหนี้ ด้วยการอบรมวินัยการเงิน ทำบัญชีครัวเรือนและสร้างวินัยทางการเงิน ไม่ให้สร้างภาระหนี้เกินตัวทั้งในระยะกลางและระยะยาว สำหรับลูกหนี้ที่มีข้อมูลในเครดิตบูโร รัฐบาลก็พร้อมจะดูแลขอเพียงให้มาลงทะเบียน" นายกรณ์กล่าว
เล็งใช้กฎหมายเล่นงานเจ้าหนี้ไม่ร่วมมือ
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะแต่งตั้งอนุกรรมการแก้ไขหนี้สินนอกระบบเพื่อกำกับการแก้ไขหนี้ภาพรวมกรณีลูกหนี้มีคุณสมบัติไม่เข้าเกณฑ์ ขณะที่คณะกรรมการระดับจังหวัดและอำเภอจะเข้าไปเจรจาประนอมหนี้ ช่วยดูแลเสริมสร้างอาชีพ ส่วนคณะกรรมการระดับตำบลและหมู่บ้านจะเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนกรรมการหมู่บ้าน ตรวจสอบหนี้ก่อนส่งให้อำเภอ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าลูกหนี้ไม่กล้ามาลงทะเบียน เพราะกลัวอิทธิพลของเจ้าหนี้นั้น ในส่วนนี้จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยแพงให้มีความปรานีต่อลูกหนี้ โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มีวิธีการเจรจาอยู่แล้ว
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เพื่อลดปัญหาความกลัวอิทธิพลระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ จะจัดตั้งศูนย์รับแจ้งหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมายขึ้น ซึ่งพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ระบุห้ามบุคคลคิดดอกเบี้ยเงินกู้เกินร้อยละ 15 ต่อปี หากพบว่าคิดดอกเบี้ยมากกว่านี้จะผิด พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มีโทษถึงจำคุก โดยกฎหมายนี้มีมาตั้งแต่ปี 2475 แต่การบังคับใช้น้อยมาก หลังจากนี้กระทรวงยุติธรรมจะเข้มงวดกับการใช้กฎหมายนี้ โดยข้อมูลที่แจ้งจะเก็บเป็นความลับ จากนั้นดีเอสไอจะเข้าดำเนินการกับเจ้าหนี้
"กฎหมายห้ามคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี จะต้องนำมาใช้จริงตั้งแต่นี้เป็นต่อไป แต่ยอมรับว่า ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือ นอนแบงก์ ซึ่งคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเกินร้อยละ 15 ต่อปีทำได้ เพราะกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ระบุให้ทำได้ แต่หลังจากที่ รมว.คลังแก้ไข พ.ร.บ.บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว จะไม่มีปัญหาแบงก์คิดดอกเบี้ยแพงอีกต่อไป และเชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาความรุนแรงระหว่างเจ้าหนี้-ลูกหนี้ เพราะเจ้าหนี้คงต้องการเงินต้นคืนมากกว่าจะให้เกิดปัญหาที่เลยเถิด ซึ่งหากมีการกักขังลูกหนี้จะมีโทษหนัก และ ปปง.ก็พร้อมจะเข้าไปดำเนินการด้วย หากเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลจะส่งเรื่องไปให้ดีเอสไอดำเนินการ" นายพีระพันธุ์กล่าว
ธ.ก.ส.เตรียมหมื่นล.-ออมสินไม่จำกัดวงเงิน
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.จะชี้แจงให้ผู้จัดการสาขารับทราบนโยบายอีกครั้งวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ ส่วนการรับลงทะเบียนนั้น พนักงานมีความพร้อมอยู่แล้ว เพียงลูกหนี้เตรียมสำเนาบัตรประชาชน พร้อมด้วยเอกสารการเป็นหนี้มาแสดง แต่หากไม่มีก็ลงทะเบียนได้เช่นกัน แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนี้ที่เกิดโดยสุจริต และคาดว่าภายในวันที่ 15 มกราคม 2553 จะมีความชัดเจนว่า ธ.ก.ส.จะรับโอนลูกหนี้มาจำนวนเท่าใด โดยเบื้องต้นเตรียมวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาท แต่หากมากกว่านี้ก็ไม่มีปัญหา ส่วนการคิดดอกเบี้ยที่ 12% จะคิดเพียง 3 ปีแรก หลังจากนั้นคิดตามอัตราของธนาคารที่ 6.75-9.75% และสามารถขยายเวลาการผ่อนชำระได้นานสุด 12 ปี ซึ่งนอกจากรับโอนหนี้ของเกษตรกรแล้ว ธ.ก.ส.ยังจะเข้าไปช่วยอบรมฟื้นฟูอาชีพให้ด้วย หากพบว่ารายใดมีปัญหา
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส กล่าวว่า สาเหตุที่ธนาคารออมสินคิดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างจากแบงก์อื่น เพราะกลุ่มลูกหนี้นอกระบบเป็นฐานเดียวกับลูกค้าของธนาคารประชาชนที่น่าจะมีหนี้นอกระบบไม่เกินรายละ 2-3 หมื่นบาท จึงคิดอัตราดอกเบี้ยเท่าธนาคารประชาชนที่ร้อยละ 0.5 ต่อเดือน สำหรับมูลหนี้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท แต่หากวงเงินสูงกว่านี้ แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท คิดร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โดยจะขยายเวลาการชำระหนี้จาก 5 ปี เป็น 8 ปี และธนาคารไม่ได้จำกัดวงเงินการรับโอนหนี้
นางศรีประภา พริ้งพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานธุรกิจภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยดูแลลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าที่ธนาคารกรุงไทยต้องดูแลไม่น้อยกว่า 1 แสนราย โดยธนาคารจะให้กู้แบบมีระยะเวลา วงเงินกู้รายละไม่เกิน 2 แสนบาท พิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้เป็นสำคัญ ระยะเวลาให้กู้สูงสุดไม่เกิน 8 ปี ผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละเท่าๆ กัน หากลูกหนี้สมัครใจชำระหนี้ก่อนกำหนด ธนาคารจะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม สามารถใช้บุคคลค้ำประกันหรือจำนองหลักทรัพย์
ตำรวจเมืองชลรวบแก๊งเงินกู้ดอกเบี้ยโหด
เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน ที่ จ.ชลบุรี พ.ต.ท.วิโรจน์ แย้มปราศัย สว.สส.สภ.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง ได้นำกำลังตำรวจเข้าค้นบ้านเลขที่ 78/17 หมู่บ้านกรีนวิลล์ หมู่ 5 ต.ดอนหัวฬ่อ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ที่บ้านหลังดังกล่าวเป็นแหล่งปล่อยเงินกู้และคิดดอกเบี้ยแพง จากการตรวจค้นพบผู้ต้องหา 4 คน คือ นายชาคริต เสนาะสรรพ์ อายุ 22 ปี นายโกเมธ เสนาะสรรพ์ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 39/2 นายอาทิตย์ ปลื้มผล อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72/1 ทั้ง 3 คน เป็นลูกบ้าน หมู่ 7 ต.สนามชัย อ.นายายอาม จ.จันทบุรี และนายพิทักษ์ คืนดี อายุ 18 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/26 หมู่ 9 ต.คลองพลู กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า มีหน้าที่เก็บเงินกู้ โดยคิดดอกร้อยละ 2 บาทต่อวัน หรือร้อยละ 60 บาทต่อเดือน แต่สัญญาทั้งหมดเก็บไว้ที่บุญสมคอนโดมิเนียม ห้อง 215 หมู่ 5 ต.ดอนหัวฬ่อ ตำรวจจึงนำกำลังไปตรวจค้น พบนายสุธรรม สมสะอาด อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 591/1 หมู่ 2 ต.คลองตะเกา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา อยู่ภายในห้อง พร้อมสัญญาเงินกู้ 300 ฉบับ มียอดกู้ตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 3 หมื่นบาท และเงินสด 5,520 บาท ที่เก็บมาจากลูกหนี้
จากการสอบสวนปากคำ ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ให้การซัดทอดว่า นายดำเนิน ศรีทองคำ อายุ 33 ปี อยู่ จ.จันทบุรี เป็นคนให้มาปล่อยเงินกู้ ซึ่งตำรวจจะติดตามตัวมาดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และประกอบกิจการสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต



