
อภิสิทธิ์คิกออฟแก้หนี้นอกระบบ19พ.ย.นี้
วางเกณฑ์ลงตัวทุกแบงก์คิดดอกเบี้ย 12% เท่ากันหมดใน 3 ปีแรก จากนั้นคิดตามอัตราของแต่ละแบงก์ เปิดช่องผ่อนนาน 8 ปี กำหนดเงื่อนไขต้องยินยอมเข้าอบรมปรับทัศนคติการเป็นหนี้ หวังไม่ให้กลับไปกู้ยืมเงินนอกระบบอีก ขีดเส้นปิดโครงการสิ้นเดือน ก.ย.2553
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปหลักเกณฑ์การช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งอบรมผู้จัดการสาขารองรับการเปิดลงทะเบียนลูกหนี้ในวันที่ 1-31 ธันวาคมนี้ ผ่านสาขาของ ธ.ก.ส.และออมสิน จากนั้นจะตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาติดตามโครงการ ทั้งนี้ ในการเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธาน
ส่วนหลักเกณฑ์การช่วยเหลือลูกหนี้นั้น ทุกธนาคารจะยึดหลักเกณฑ์เดียวกัน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 12% แต่หากคิดต่ำกว่านี้ได้ก็ยิ่งดี ระยะเวลาการผ่อนชำระคืน 8 ปี ซึ่งเงื่อนไขในการเข้าโครงการที่สำคัญคือ ลูกหนี้ต้องยอมปรับพฤติกรรมการก่อหนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก
ขั้นตอนการเจรจากับเจ้าหนี้นั้น ได้หารือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีแล้วในการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการ รวมถึงการดึงผู้นำระดับท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ขณะที่การวัดความสำเร็จของโครงการมีหลายระดับตั้งแต่การขึ้นทะเบียน การปรับโครงสร้างหนี้และการติดตามพฤติกรรมลูกหนี้ ว่ากลับไปเป็นหนี้เหมือนเดิมหรือไม่ หากผ่านพ้นไป 2 เดือนพบว่าลูกหนี้กู้ยืมเงินนอกระบบอีกก็ถือว่าล้มเหลว
"การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอยากให้เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่ได้ทำฉาบฉวย ระยะเวลา 1 ปีของโครงการ ซึ่งสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2553 จะมาประเมินผลว่าสามารถช่วยลูกหนี้ได้กี่รายจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 1 ล้านราย ตรงนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดผลงานของทั้ง 2 แบงก์ด้วย หลังจากนั้นจะมาดูว่าส่วนที่เหลือจะช่วยอย่างไรต่อไป โดยได้หารือกับ ธ.ก.ส. แล้วในการกำหนดเป็นเงื่อนไขว่าผู้เข้าโครงการต้องเซ็นยินยอมเข้ารับการฝึกอบรมพื้นฐานด้านการเงิน การปรับทัศนคติการเป็นหนี้ และรับรู้ถึงผลเสียของการกู้ยืมเงินนอกระบบ รวมถึงการให้ความรู้ด้านอาชีพต่างๆ ด้วย โดยให้เจียดรายได้จากดอกเบี้ยของแบงก์มาดำเนินการ ซึ่งจะหารือกับออมสินให้ทำในลักษณะเดียวกันต่อไป" นายกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ เงื่อนไขการเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ กำหนดวงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท หากกู้ยืมไม่เกิน 1 แสนบาทใช้บุคคลค้ำประกัน 1 คน หากกู้ยืม 1-2 แสนบาทใช้บุคคลค้ำประกัน 2 คน โดยไม่จำเป็นต้องมีเอกสารหลักฐานการกู้ยืมมาแสดง แต่ต้องเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายนเท่านั้น ซึ่งเข้าใจดีกว่าการกู้เงินนอกระบบมักไม่มีสัญญากู้ยืมชัดเจน จึงมีโอกาสที่จะมีหนี้ปลอมเล็ดลอดเข้ามาได้
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของรัฐบาลต้องการช่วยประชาชนที่เดือดร้อน และเชื่อว่าแบงก์จะตรวจสอบลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง ทั้งจากการตรวจสอบข้อมูลหนี้ หรือการให้ลูกหนี้สาบานตน เพราะแบงก์เองก็ต้องระวังไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสีย แม้จะดำเนินการแยกบัญชีออกจากบัญชีสินเชื่อปกติ แต่หากเกิดความเสียหายรัฐบาลจะไม่ชดเชยให้
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า ทุกแบงก์จะกำหนดอัตราดอกเบี้ยในระดับ 12% เท่ากันหมด ในช่วง 3 ปีแรก เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการเกิดความเหลื่อมล้ำกัน หลังจากนั้นจะกลับไปคิดที่ดอกเบี้ยของแต่ละแบงก์เอง ซึ่งอาจจะต่ำกว่า 12% โดยของ ธ.ก.ส.จะอยู่ที่ 6.75-9.75% ตามวงเงิน โดยมองว่าลูกหนี้เกษตรกรน่าจะมีประมาณ 50% และกู้เฉลี่ยรายละ 1 แสนบาท ทั้งนี้ ก่อนเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ต้องยินยอมเข้าปฐมนิเทศเพื่อปรับตัวและแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจังไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะไม่ช่วย จากนั้นธนาคารจะดูว่าลูกหนี้ประกอบอาชีพอะไรเพื่อเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้หรือฝึกอาชีพให้ สุดท้ายก็ต้องติดตามดูว่าทำตามที่ตกลงไว้หรือไม่ หากผิดเงื่อนไขก็จะเรียกเงินคืนทันที
"มองว่ากระบวนการทุกอย่างน่าจะแล้วเสร็จไม่เกิน 3 เดือนสำหรับลูกหนี้ 1 คนที่เปลี่ยนจากหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบ ส่วนการชำระหนี้คืนของลูกหนี้เกษตรกรอาจอยู่ที่ปีละ 1 หรือ 2 งวด ตามรายได้ของเกษตรกรที่ได้จากการขายผลผลิต ซึ่งต่างจากลูกหนี้อื่นๆ ที่ต้องผ่อนชำระเป็นรายเดือน" นายเอ็นนูกล่าว
รายงานข่าวจากธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินได้เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเฉพาะกิจถึง 1,300 คน เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ 6 เดือนตั้งแต่ธันวาคม 2552-พฤษภาคม 2553 โดยจะกระจายเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไปตามจุดลงทะเบียนตามสาขาของออมสินทั่วประเทศกว่า 600 แห่ง ซึ่งจะเป็นเจ้าพนักงานที่มาจากภูมิลำเนาในพื้นที่นั้นๆ เอง เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของลูกหนี้ในพื้นที่
ทั้งนี้ ธนาคารออมสินคาดว่าจะใช้เงื่อนไขการคิดดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือนสำหรับหนี้ที่ไม่เกิน 30,000 บาท และคิดดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน สำหรับหนี้ตั้งแต่ 3 หมื่น-2 แสนบาท ผ่อนชำระ 3-5 ปีตามวงเงิน และให้แยกบัญชีการช่วยเหลือทางสังคม (พีเอสเอ) ออกไปต่างหาก เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่ลูกหนี้ที่มาใช้บริการออมสินนั้นเป็นหนี้ที่เกิดจากการค้า ซึ่งมีเงินหมุนเวียนรายเดือน จึงมองว่ามีความสามารถในการชำระหนี้พอสมควร



